“เฮ้ ๆ ๆ! ทางนั้น ๆ สาวคนนั้นผิวขาวเนียนจังเลย!”
“นั่นสิ อยู่ชายแดนเหมือนกันแท้ ๆ ทำไมฉันถึงดำเหมือนซีอิ๊ว ส่วนเขาขาวผ่องเหมือนเกล็ดน้ำค้างเลยล่ะ?”
“ไม่ได้ยินหรือไง? เมื่อกี้เธอบอกว่าจะปลูกต้นไม้ด้วยนะ”
“พระเจ้า แขนขาเล็กนิดเดียวแบบนั้นจะปลูกต้นไม้แบบพวกเราไหวเหรอ?”
“สามีเธอเป็นถึงราชันทหาร อยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ แค่ทำเสียงออดอ้อนกลับบ้านไปจุ๊บสักที แล้วเป่าลมข้างหูเขาหน่อย งานดี ๆ ก็ได้มาแล้วมั้ง ได้มาก็คงไม่ทำอะไรหรอก ขาวขนาดนั้นคงไม่เคยโดนแดด จะเป็นคนขยันได้ยังไง ทำเป็นวางมาดสูงส่งเสียเต็มประดา”
“ก็ใช่น่ะสิ เสแสร้งเก่งจริง ๆ”
“ก่อนหน้านี้ไม่รู้ไปแสดงตัวต่อหน้าหัวหน้ามายังไงบ้าง บางทีอาจจะ...”
คำพูดยังไม่ทันจบ ทั้งสามก็รู้สึกว่ามีเงาขนาดใหญ่ทอดลงมาจากด้านข้าง
พวกเขาเงยหน้า แล้วก็เห็นชายร่างกำยำองอาจที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แผ่แรงกดดันน่าเกรงขามออกมา
เขานี่เอง!
ยมทูตมีชีวิตมาแล้ว!
ทั้งสามคนที่กำลังพูดหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว!
ยังไม่ทันตั้งตัว โต๊ะตรงหน้าก็ถูกเตะคว่ำ ตามด้วยม้านั่งที่พวกเขานั่งอยู่
ทั้งสามหงายหลังล้มลงบนพื้นทรายร้อนระอุ
คนหนึ่งถูกทรายลวกจนร้องลั่น “อ๊า!”
ที่นี่คือหน้าทางเข้าจุดพักของเหล่าปัญญาชนลงชนบท พอดีเป็นเวลาอาหารกลางวัน ทุกคนทยอยกลับมา รอบ ๆ จึงมีคนอยู่ไม่น้อย
พอได้ยินเสียง ทุกคนก็หันมามองพร้อมกัน
ชายหลายคนที่กำลังหาบน้ำเดินผ่านใกล้ ๆ โดยบังเอิญสบตาเข้ากับดวงตาลึกล้ำเย็นชาของฟู่ชางเย่ จนถูกไอสังหารในนั้นทำให้มือสั่น มือที่จับคานหาบพลันคลายออกไปชั่วขณะ
