พอได้ยินเช่นนั้น หลี่ชุ่ยเหลียนก็คลานหนีไปอย่างทุลักทุเล กลัวว่าหากชักช้าจะโดนเล่นงานเหมือนคนอื่น ๆ
ในบ้านมีเพียงนางกับอี้จงไห่สองคน หากทั้งคู่ต้องเข้าโรงพยาบาล คงไม่มีใครดูแลพวกเขา
นางต้องเก็บแรงไว้บ้าง จะได้ไม่ถึงขั้นไม่มีข้าวกิน
“สหายเหออวี่เฟิง รอก่อน!”
หวังเหมยรีบพุ่งเข้าไปขวางเหออวี่เฟิง แล้วกล่าวว่า “ดูสิ อี้จงไห่ถูกคุณซ้อมจนสติเลอะเลือนไปหมดแล้ว ถ้ายังซ้อมต่อ ศาลก็คงต้องรอให้เขาหายดีก่อนถึงจะตัดสินได้ เสียเวลาตั้งมากมาย แบบนั้นก็ไม่คุ้มใช่ไหมล่ะ? ส่วนหลิวไห่จงกับเจี่ยจางซื่อ คุณก็ไม่ได้มีความแค้นฝังลึกอะไรกับพวกเขา ให้ฉันจัดการลงโทษด้วยการกวาดห้องน้ำสักหนึ่งเดือน…ไม่สิ ครึ่งปีดีไหม?”
“อย่างนี้นี่เอง…ผู้อำนวยการหวังพูดมีเหตุผลเหมือนกัน เอาละ งั้นก็เอาตามนี้”
เหออวี่เฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขมวดคิ้วพยักหน้า แล้วพูดว่า “เจ้าหมูอ้วนหลิว เงินสิบหยวนที่ต้องชดใช้ให้ฉันล่ะ?”
“คุณซ้อมฉันจนเป็นแบบนี้ แถมยังต้องไปกวาดห้องน้ำตั้งครึ่งปี ฉันจะชดใช้เงินให้คุณไปทำไม?”
หลิวไห่จงเด้งตัวขึ้นมา ราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง ร่างอ้วนกลมกระเพื่อมไปทั้งตัว
เมื่อครู่เขากลัวแท่งเหล็กสองอันของเหออวี่เฟิง แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าอีกฝ่ายแค่ขู่ ถ้ายังยอมจ่ายเงินอีกก็โง่เต็มที
“ผู้อำนวยการหวังเห็นแล้วนะ ไม่ใช่ว่าฉันไม่ไว้หน้าคุณ”
เหออวี่เฟิงพูดพลางถกแขนเสื้อขึ้นอีกนิด “ถ้าไม่จ่ายเงินให้ฉัน งั้นฉันชดใช้ให้คุณเองก็ได้ อย่างมากก็แค่ทำให้พิการ แล้วฉันจะเลี้ยงดูไปตลอดชีวิต”
