ในเวลาถวายบังคม หลินหลางยังคงท่าทีเกียจคร้าน วางตัวเป็นกลางไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร เว้นแต่ฮองเฮาจะจงใจโยนประเด็นมาทางนาง หรือมีผู้เอ่ยนามท้าทายเป็นเชิงหาเรื่อง นางจึงจะเอ่ยปากตอบรับอย่างลวก ๆ พลางเบี่ยงประเด็นไปอื่น ทำเป็นซื่อ ๆ คล้ายคนยังไม่ตื่นนอน
เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยเข้า ฮองเฮาก็ทรงหมดอารมณ์ จะแกล้งเอ่ยปากกับหลินหลางก็ไม่ทรงทำอีก ฝ่ายอื่นก็แทบไม่สนใจใยดีหลินหลาง คิดกันว่านางสมองคงมีปัญหา ฟังคนพูดไม่รู้เรื่อง น่าเสียดายหน้าตางดงามเช่นนี้
นางไท้อี่เมี่ยวอินกับเซี่ยฉางจ้ายโต้เถียงกันไปมาแล้ว สายตาก็แอบชำเลืองไปทางตำแหน่งของหลินหลางโดยไม่รู้ตัว นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้มองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของหลินหลางอย่างชัดเจน ก็ต้องตกตะลึงในความงามนั้น
นางมีใบหน้าเรียวเล็กประณีตไร้ที่ติ คิ้วก่งโค้งดั่งภูเขาไกล สองตาคมประหนึ่งน้ำในธารฤดูใบไม้ร่วง เกล้าผมแบบฉีโถวอย่างเรียบง่าย ไม่ประดับด้วยปิ่นทองหรือกิ๊บหยก มีเพียงปิ่นหยกสีใสแวววาวอันหนึ่ง และดอกไม้ประจำตำหนักสีชมพูกำมะหยี่ไม่กี่ดอก
ยิ่งเสริมให้ผู้นั้นงามสง่า บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดอกไม้ยังสู้ความงามของนางไม่ไหว สายตาที่มองมาแต่ละครั้ง ล้วนมีกลิ่นอายของเซียนผุดออกมา ผู้คนที่พบเห็นต่างรู้สึกต่ำต้อยไม่กล้าแม้แต่จะคิดหมกมุ่น
ก่อนหน้านี้ตอนถวายบังคม นางไท้อี่เมี่ยวอินเคยได้ยินว่ามีกุ้ยเหรินรงซึ่งยังมิได้เข้ารับใช้ฝ่าบาท ร่างกายอ่อนแอ ป่วยไม่เว้นแต่ละวัน การถวายบังคมก็มาบ้างไม่มาบ้าง
นางดูถูกคนผู้นั้นในใจ ไม่เห็นความสำคัญของอีกฝ่ายเลยสักนิด คนป่วยเป็นผีทั้งตัว หากมิได้เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ ในวังหลังแห่งนี้คงอยู่ไม่รอด
แต่เมื่อได้เห็นโฉมงามผุดผั่งดั่งหิมะของกุ้ยเหรินรงจริง ๆ นางไท่อี่เมี่ยวอินก็เกิดปมด้อยอย่างรุนแรงในใจ
นางรู้ตัวดีว่าตนมิใช่งามเลิศเลอ แต่ก็มีดีที่รูปร่างระหง ผิวพรรณสดใส เมื่อแต่งตัวเต็มยศก็ไม่แพ้แม่นางคนใด เคยภูมิใจในตนเองอยู่ไม่น้อย
แต่เมื่อเทียบกับความงามของกุ้ยเหรินรงแล้ว ต่อให้นางสวมใส่เครื่องประดับงดงามเพียงใด ปิ่นมุกบนศีรษะแพงเพียงใด ทาแป้งแต้มสีมากเพียงใด ก็ดูเหมือนสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติกุ้ยเหรินรงเสียมากกว่า
