ใกล้พิพิธภัณฑ์มีร้านราเมนราคาถูกอยู่ร้านหนึ่ง
ตอนเที่ยง พวกเขากินราเมนกัน
หลังจากกินราเมนเสร็จ ระหว่างเดินไปที่ป้ายรถเมล์ โทรศัพท์ของฉีซื่อก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เดิมทีเซิ่งเวิ่นอินเดินนำอยู่ข้างหน้า พอได้ยินเสียงก็หันกลับมามองฉีซื่อ
ฉีซื่อหยิบโทรศัพท์ออกมา หน้าจอแสดงเบอร์แปลก เพราะเครื่องนี้เป็นโทรศัพท์ของทีมงานรายการ ในเครื่องมีบันทึกเบอร์ของแขกรับเชิญอยู่เพียงไม่กี่คน คนอื่นโทรเข้ามาจึงไม่มีชื่อแสดง
ฉีซื่อกดรับสาย แล้วยกโทรศัพท์แนบหู
“ใครครับ”
ปลายสายมีเสียงผู้หญิงเอ่ยอย่างนุ่มนวลว่า “อาจารย์ฉีใช่ไหมคะ ฉันซ่งซู่ค่ะ”
ฉีซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย
เซิ่งเวิ่นอินยืนอยู่ตรงหน้าเขา ถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นว่า “ใครเหรอ พี่หลานหรือเปล่า”
ฉีซื่อไม่ได้ตอบ แต่ถามปลายสายว่า “มีเรื่องอะไรครับ”
ซ่งซู่ที่อยู่ปลายสายพูดเสียงน้อยใจว่า “คืออย่างนี้ค่ะ โทรศัพท์ของฉันกับเฉิงเฟิงถูกขโมยไปเมื่อวาน พวกเราเลยแจ้งตำรวจไว้ วันนี้ตำรวจติดต่อมาบอกว่าจับขโมยได้แล้ว แต่ฉันกับเฉิงเฟิงพูดภาษาญี่ปุ่นไม่เก่ง สื่อสารกับตำรวจไม่ได้ ส่วนทีมงานรายการก็บอกว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเรา ไม่มีล่ามคอยช่วย ฉันเลยนึกถึงอาจารย์ฉีค่ะ ฉันจำได้ว่าคุณพูดภาษาญี่ปุ่นเก่งมาก คุณช่วยมาช่วยพวกเราได้ไหมคะ ขอร้องละค่ะ!”
พอฉีซื่อได้ยิน สีหน้าก็มืดครึ้มลงไปอีก
เซิ่งเวิ่นอินยืนอยู่ตรงข้าม กอดอกถามต่อว่า “ไม่ใช่พี่หลานเหรอ”
ฉีซื่อวางโทรศัพท์ลงแล้วบอกว่า “ซ่งซู่”
เซิ่งเวิ่นอินชะงักไป ก่อนหันตัวแล้วพูดว่า “งั้นพวกคุณคุยกันเถอะ” พูดจบก็ทำท่าจะเดินไปทางป้ายรถเมล์
