กวนเสี่ยวจู้เพิ่งอายุ 11 ปี ได้ยินว่าที่สำนักศึกษาในหมู่บ้านเขาเรียนได้ไม่เลว
หลิวซิ่วเหอปักใจว่า คงเป็นแค่คนเด่นในหมู่คนด้อย พอไปเทียบกับสำนักศึกษาในเมืองหรือในอำเภอแล้ว เกรงว่าจะยังสู้ศิษย์ที่แย่ที่สุดของที่นั่นไม่ได้ด้วยซ้ำ
ทั้งที่ฐานะทางบ้านก็พอใช้ได้แท้ ๆ แต่กลับตระหนี่ ไม่ยอมกินดีอยู่ดี เงินวางอยู่เฉย ๆ ไม่ใช้ แล้วมันจะงอกเพิ่มขึ้นมาเองได้หรืออย่างไร
ปีนี้กวนจิ่งอายุ 9 ปี พอจะนับเป็นแรงงานได้ครึ่งคนแล้ว
ถ้าบ้านกวนหนิงมีที่ดิน เขาคงไม่มีโอกาสขึ้นเขามากับนางหรอก
เมื่อก่อนกวนจิ่งเป็นคนรับผิดชอบฟืนในบ้านมาตลอด หลังจากจางฉือมา เขาถึงได้มีเวลาพักบ้างเป็นครั้งคราว
กวนหนิงไม่สนใจแม่ เพียงหันไปมองจางฉือ อยากฟังว่าเขาคิดอย่างไร
“ค่าเล่าเรียนที่สำนักศึกษาในหมู่บ้านไม่แพง เดือนละ 10 อีแปะ หรือข้าวสารขาว 1 ชั่ง ข้าวกล้อง 2 ชั่งก็ได้”
ค่าใช้จ่ายยังอยู่ในขอบเขตที่กวนหนิงรับไหว นางจึงหันไปมองน้องชายอีกครั้ง “ไปเถอะ ถึงโตไปจะไม่เข้าสอบขุนนาง อย่างน้อยรู้หนังสือไว้บ้างก็ดี
พี่ยังอยากทำการค้าอยู่ ถ้าค้าขายแล้วอ่านหนังสือไม่ออกจะได้อย่างไร ถึงตอนนั้นโดนคนหลอกเอาพอดี”
กวนจิ่งก้มหน้า กวนหนิงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา ได้ยินเพียงเสียงอู้อี้ว่า “พี่อ่านออกไม่ใช่หรือ”
กวนหนิงทำเสียงประหลาดใจ “ใช่ การค้าขายเล็ก ๆ มีพี่อยู่ก็พอ แต่ถ้าวันหน้ากิจการใหญ่โตขึ้นล่ะ ขยายไปถึงในอำเภอหรือกระทั่งเมืองหลวง เจ้าคิดจะให้พี่เหนื่อยตายหรือไร”
นางพูดถึงขนาดนี้แล้ว คิดว่ากวนจิ่งคงไม่มีเหตุผลอื่นมาโต้แย้งอีก แต่ใครจะคิดว่าเจ้าหนูจะตอบว่า “ก็ยังมีพี่เขยอยู่อีกคนไม่ใช่หรือ”
