ท่านลุงรองหยุดเดินไปมา ก่อนถอนหายใจหนัก ๆ “ลูกชายของตระกูลสวี่ที่เปิดร้านขายธัญพืชในเมือง ชื่อสวี่วั่งไฉ”
ในเมืองมีร้านขายธัญพืชอยู่สองร้าน ร้านหนึ่งเป็นของตระกูลฟ่าน คือร้านที่กวนหนิงซื้อของเป็นประจำ
อีกร้านเป็นของตระกูลสวี่ อยู่ตรงหัวถนนฝั่งตะวันออกของเมือง กวนหนิงเคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยไป
ป้าสะใภ้ใหญ่สกุลอู๋รีบพูดต่อ “สวี่วั่งไฉนั่นเป็นพวกเหลวไหลไร้แก่นสาร อาศัยว่าพ่อมีเงินอยู่บ้าง ก็วางอำนาจบาตรใหญ่ไปทั่วถนนทุกวัน
เมื่อวานนี้ซิงเกอเอ๋อร์กำลังทำงานอยู่ในร้านดี ๆ สวี่วั่งไฉไม่รู้ไปดื่มเหล้าจนเมามายมาจากไหน จู่ ๆ ก็ยืนกรานให้ซิงเกอเอ๋อร์ทำเก้าอี้ให้เดี๋ยวนั้น
ซิงเกอเอ๋อร์บอกว่ายังทำงานที่ช่างซุนสั่งไว้ไม่เสร็จ ขอทำให้เสร็จก่อนแล้วค่อยทำให้ แต่สวี่วั่งไฉกลับไม่ยอม คว้ากบไสไม้ที่อยู่บนพื้นฟาดใส่หัวซิงเกอเอ๋อร์!”
กวนหนิงฟังแล้วใจหายวาบ
กบไสไม้ทำจากเหล็ก ของแบบนั้นฟาดหัวเข้าไปจะเหลืออะไรล่ะ
“แล้วต่อจากนั้นล่ะ?” กวนหนิงถามไล่
วันนี้นางขายของเสร็จแล้วก็ไปซื้อธัญพืชจากร้านข้าง ๆ ก่อนกลับบ้านทันที ไม่ได้แวะอยู่ในเมืองเลย จึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน
“จากนั้นหรือ? จากนั้นสวี่วั่งไฉก็พาคนรับใช้ในบ้านสองคนลากซิงเกอเอ๋อร์ไปซ้อมในตรอกเสียยกใหญ่
ตอนช่างซุนรีบไปถึง ซิงเกอเอ๋อร์ก็นอนอยู่บนพื้น ลุกไม่ขึ้นแล้ว เลือดเต็มหัวเต็มหน้า ช่างซุนไปคุยกับตระกูลโจว แต่เถ้าแก่ตระกูลโจวไม่ยอมออกมาพบด้วยซ้ำ แค่สั่งให้คนโยนเงินหนึ่งตำลึงออกมา บอกว่าเป็น ‘ค่ารักษา’”
“หนึ่งตำลึงหรือ?” น้ำเสียงของกวนหนิงเย็นลง
นางอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้ว เข้าใจราคาสินค้าในยุคนี้ดี
เงินหนึ่งตำลึงพอให้ครอบครัวสี่คนกินอิ่มได้สามเดือน แต่ถ้าจะรักษาคนที่ถูกตีจนลุกจากเตียงไม่ไหว แค่เชิญหมอรักษาอาการฟกช้ำมาสองครั้งก็หมดแล้ว
