“ข้าหมายถึง...” กวนหนิงขยับเข้าไปใกล้อีกนิด “เรื่องนั้นของเจ้า...แค่ก...สมอง...พอไปถึงในเมืองแล้วจะเกิดอาการเลอะเลือนขึ้นมาหรือเปล่า”
ถ้าจำอะไรไม่ได้เลยจะทำยังไงดีล่ะ
จางฉือมองนาง แววตาซับซ้อนจนกวนหนิงอ่านไม่ออก
เขาค่อย ๆ ลูบแขนเสื้อที่ถูกกวนหนิงดึงจนยับให้เรียบตามแนวรอยพับ ท่าทางไม่รีบร้อนไม่เชื่องช้า
“ไม่หรอก”
เขากล่าวว่า “แม้ข้าจะจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่ยังจำตัวอักษรได้ จำกฎหมายได้ จำวิธีเขียนหนังสือและวิธีให้เหตุผลได้ แค่นี้ก็พอแล้ว”
กวนหนิงอ้าปากค้าง ก่อนจะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าคำถามเมื่อครู่นี้ช่างโง่เขลาเหลือเกิน
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ นางก็หลบสายตาด้วยความรู้สึกผิด แล้วหันหลังเดินไปทางห้องครัว “ข้าจะไปช่วยทำอาหาร”
วันนี้หลิวซิ่วเหอใจดีกับบ้านใหญ่และบ้านรองเป็นพิเศษ มีทั้งผัดกุยช่ายใส่ไข่เป็ด ซุปปลาตะเพียนใส่เต้าหู้ ผัดผักกาดขาวใส่เนื้อ และแตงกวาคลุกเครื่องอีกจาน
อาหารหลักเป็นแผ่นแป้งผสมแป้งสาลีกับแป้งข้าวโพด
เห็นคนบ้านใหญ่กับบ้านรองหน้าตาซึมเซา ไม่ค่อยอยากอาหาร นางจึงได้แต่ลงมือดูแลต้อนรับด้วยตัวเอง
“รีบกินเข้า กินให้อิ่มแล้วบ่ายนี้จะได้มีแรงไปในเมือง”
เพิ่งเก็บชามตะเกียบเสร็จ ผู้ใหญ่บ้านกวนเต๋อเม่าก็มาถึง
พอเข้ามา เขาก็เปิดฉากตำหนิลุงใหญ่กวนกับลุงรองกวนยกใหญ่
“เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่พวกเจ้ากลับไม่บอกข้าสักคำ นี่เห็นว่าข้าแก่แล้วเลยไม่เห็นหัวกันหรืออย่างไร”
หากหลานสาวตัวน้อยไม่บังเอิญเจอกวนเสี่ยวผิงแอบร้องไห้ ตอนนี้เขาคงยังไม่รู้เรื่อง
