กวนต้าซิงพูดพลางยกมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บขึ้นชี้แผลบนหน้าผาก
“ตรงนี้ถูกทุบทีหนึ่ง ตอนนั้นข้าก็สลบไป พอฟื้นขึ้นมา ก็ถูกลากเข้าไปในตรอกแล้ว เขากับบ่าวรับใช้สองคนนั้นรุมเตะข้า มือขวาของข้าถูกเหยียบจนกระดูกหักอยู่บนพื้น...”
พูดถึงท้ายประโยค น้ำตาของกวนต้าซิงก็ไหลลงมาตามแก้มที่บวมช้ำจนเป็นสีม่วงคล้ำ ก่อนจะหยดเข้าไปในหู
ชายหนุ่มวัยสิบแปดสิบเก้าเจ็บจนกระดูกหักยังไม่ร้องสักแอะ แต่พอพูดถึงมือของตน น้ำตากลับไหลไม่หยุด
ท่านลุงรองหันหลังให้ ไหล่สั่นระริก ร้องไห้เหมือนเด็กคนหนึ่ง
กวนหนิงเห็นปลายพู่กันของจางฉือชะงักไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาก็เขียนต่ออย่างมั่นคง บรรจงเขียนตัวอักษรแถวนั้นอย่างเรียบร้อย
แต่กรามของเขาขบแน่น
น้ำเสียงของจางฉือยังคงสงบนิ่ง “พี่สาม ตอนสวี่วั่งไฉทุบตีท่าน เขาพูดอะไรบ้างหรือไม่?”
กวนต้าซิงนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยเสียงแหบพร่า “ตอนเขาเหยียบมือข้า เขาพูดว่า... ‘ข้าให้สุราดีเจ้าไม่ดื่ม กลับอยากดื่มสุราลงทัณฑ์’ แล้วยังพูดอีกว่า ‘แค่ช่างไม้กระจอกคนหนึ่ง ยังกล้ามาวางท่าใส่ข้า’”
กวนหนิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
จางฉือจดถ้อยคำเหล่านั้นลงไปทีละตัวอักษร จากนั้นวางพู่กันแล้วกล่าวกับกวนต้าซิง
“พี่สาม ข้าดูนิ้วมือของท่านแล้ว เฝือกเข้าเฝือกได้ถูกตำแหน่ง แสดงว่าหมอตั้งใจรักษา ขอเพียงกระดูกติดกันดีแล้วค่อย ๆ พักฟื้น ก็ยังมีโอกาสหายเป็นปกติ
ช่างซุนยอมให้ท่านพักรักษาตัวอยู่ที่ร้าน แสดงว่าเขาไม่ได้คิดจะไล่ท่านออก ท่านพักรักษาตัวก่อน เรื่องอื่นปล่อยให้พวกเราจัดการ”
