พอได้เงินมา สิ่งแรกที่ต้องทำย่อมเป็นการไปร้านขายธัญพืช ซื้อข้าวกล้อง 5 ชั่ง แป้งข้าวโพด 3 ชั่ง และแป้งดำ 3 ชั่ง
คนงานคิดเงินอย่างรวดเร็ว “ข้าวกล้องชั่งละ 5 อีแปะ แป้งข้าวโพดชั่งละ 5 อีแปะ แป้งดำชั่งละ 6 อีแปะ ทั้งหมด 58 อีแปะ”
หลิวซิ่วเหอเสียดายเงิน “ข้าวหักที่ซื้อคราวก่อนยังพอกินได้อีกสองวัน”
“ท่านแม่ ข้าอยากกินข้าวสวยสักมื้อ”
ส่วนแป้งข้าวโพดกับแป้งดำนั้น จะเอาไปนึ่งหมั่นโถวหรือทำแป้งจี่ก็ได้ทั้งนั้น
ทุกวันกวนหนิงกินแต่ก้อนผักป่ากับโจ๊กเหลว จนหน้าแทบจะเขียวอยู่แล้ว
ริมถนนมีหญิงชราคนหนึ่งตั้งแผงขายผ้า ผ้าที่ขายล้วนเป็นเศษผ้ากับปุยนุ่นเก่า คุณภาพไม่ดีนัก แต่ข้อดีคือราคาถูก
“ท่านยาย ผ้าเก่าผืนนี้ขายอย่างไรเจ้าคะ?”
“ฉื่อละ 4 อีแปะ ล้วนซักทำความสะอาดไว้แล้ว”
กวนหนิงย่อตัวลงพลิกดูผ้า ก่อนเลือกผ้าหยาบสีน้ำเงินมา 3 ฉื่อ บนผ้ามีคราบสกปรกขนาดเท่าฝ่ามือ หญิงชราจึงลดราคาให้ เหลือ 10 อีแปะ
“กลับไปแม่จะตัดชุดใหม่ให้เจ้า” หลิวซิ่วเหอกล่าว
กวนหนิงส่ายหน้า “ตัดกางเกงให้กวนจิ่งดีกว่าเจ้าค่ะ”
กางเกงที่เขาสวมอยู่ตอนนี้ยังเป็นตัวที่เจ้าของร่างเดิมเลิกใช้แล้ว ปะจนไม่มีที่ให้ปะอีกต่อไป
กวนจิ่งมองนางอย่างไม่อยากเชื่อ “ให้...ให้ข้าหรือ?”
“อืม พี่สาวมีเสื้อผ้าใส่แล้ว”
หลิวซิ่วเหอรักลูกสาวมาก เสื้อผ้าของเจ้าของร่างเดิมจึงมีมากที่สุดในบ้าน
กวนจิ่งดีใจจนพูดไม่ออก ยืนนิ่งอยู่กับที่จนมึนไปหมด
มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาอยากมีกางเกงเป็นของตัวเองแค่ไหน เพราะมักต้องใส่กางเกงที่พี่สาวไม่ใช้แล้ว หรือเสื้อผ้าเก่าของพี่สาวที่นำมาแก้ให้เล็กลง เขาจึงถูกเด็กคนอื่นในหมู่บ้านหัวเราะเยาะอยู่ไม่น้อย
