“แม่หนูหนิงพาน้องชายเข้าเมืองอีกแล้วหรือ”
กวนฟู่กุ้ย คนขับเกวียนเทียมวัว ถามพลางยิ้มตาหยี เขาเป็นน้องชายของผู้ใหญ่บ้าน ลูกชายคนโตทำงานอยู่ในร้านช่างไม้ที่อำเภอ ครอบครัวจึงมีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายไม่น้อย
แค่เกวียนวัวคันนี้ก็ทำเงินได้ไม่น้อยในแต่ละวัน
หลายวันก่อนกวนหนิงก็นั่งเกวียนของเขาเป็นประจำ
“เมื่อวานข้าขึ้นเขาไปเก็บผักขึ้นฉ่ายน้ำมาเล็กน้อย เลยอยากเข้าเมืองไปลองเสี่ยงโชคดูเจ้าค่ะ”
กวนหนิงจงใจวางผักขึ้นฉ่ายน้ำไว้บนสุดของตะกร้าสะพายหลัง
กวนฟู่กุ้ยไม่ได้ซักถามต่อ พอเห็นคนอื่นที่กำลังเดินทางมาถึงจากที่ไกล ๆ ก็เร่งให้พี่น้องทั้งคู่รีบขึ้นรถ
“รีบขึ้นมาเถอะ ข้าจองที่ดี ๆ ไว้ให้พวกเจ้าแล้ว”
กวนหนิงจูงน้องชายขึ้นเกวียนทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง พอขึ้นไปแล้วก็หยิบเงิน 4 อีแปะส่งให้ “ท่านปู่หก นี่ค่าโดยสารเจ้าค่ะ”
กวนฟู่กุ้ยเห็นเสื้อผ้าที่พี่น้องทั้งคู่สวมใส่แล้วก็ได้แต่ถอนใจ เขารับเงินไว้เพียง 2 อีแปะ
“เด็กเล็กไม่ต้องจ่ายเงินหรอก”
ปกติมีคนนั่งเกวียนด้วย เขาไม่สะดวกดูแลพี่น้องทั้งสอง วันนี้มีแค่พวกเขาสามคน กวนฟู่กุ้ยจึงเกิดความสงสารขึ้นมา
“ท่านปู่หก ข้ามีเงินเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นคนอื่นในหมู่บ้านที่มานั่งเกวียนกำลังเดินเข้ามาใกล้ กวนหนิงก็เริ่มร้อนใจ อยากลงจากเกวียนไปยัดค่าโดยสารคืนให้เขา
“นั่งดี ๆ เถอะ อย่ามัวดึงไปดึงมาเพราะเงิน 2 อีแปะเลย เดี๋ยวคนอื่นเห็นเข้าจะไม่ดี”
ระหว่างนั้น คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านก็มาถึงหน้าเกวียนแล้ว
“อ้าว วันนี้แม่หนูหนิงมาแต่เช้าเชียว” คนพูดคือสะใภ้รองของบ้านผู้ใหญ่บ้าน
