ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกวนหนิงคิดไปเองหรือเปล่า แต่วันนี้จางฉือดูเงียบขรึมกว่าปกติ หลังจากทั้งสองเก็บใบเนื้อนกเขาเสร็จ เวลาก็ยังเหลืออีกมาก กวนหนิงจึงเสนอขึ้นว่า
“พวกเราลองเดินดูอีกหน่อยดีไหม เผื่อจะเจอผักป่าอย่างอื่นบ้าง”
จางฉือพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร แล้วเดินแซงนางไปข้างหน้า เขาก้าวเร็วมากจนกวนหนิงแทบตามไม่ทัน
“รอข้าด้วย”
กวนหนิงเร่งฝีเท้าวิ่งตาม
จางฉือได้ยินเสียงนางจึงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็แค่ครู่เดียวเท่านั้น เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมา ยังคงเดินหน้าต่อ
เพียงแต่ผ่อนฝีเท้าลงเล็กน้อย พอให้กวนหนิงไม่ถูกทิ้งห่าง แต่ก็ยังไม่มากพอให้นางเดินเคียงข้างเขาได้
กวนหนิงคร้านจะไล่ตามแล้ว อีกทั้งไม่อยากเอาความรู้สึกดี ๆ ไปแลกกับความเย็นชา พอถึงเนินเขาฝั่งตะวันตก นางก็ย่อตัวลงเด็ดผักกูด
จางฉือย่อตัวลงข้าง ๆ เช่นกัน เขาเด็ดปลายอ่อนอย่างคล่องแคล่ว โดยไม่ปรายตามองนางแม้แต่น้อย
ทั้งสองเด็ดผักกันเงียบ ๆ อยู่อย่างนั้นเกือบครึ่งชั่วยาม อากาศชื้นแฉะ มีกลิ่นดินผุคลุ้งอยู่ทั่ว
กวนหนิงก้มหน้ากวาดตามองหาร่องรอยของเห็ดบนพื้น พลางคิดคำนวณในใจ ฤดูกาลนี้เห็ดสนมักขึ้นใต้ต้นสน ส่วนเห็ดเฮเซลขึ้นบนไม้ผุในป่าไม้ใบกว้าง ถ้าเจอสักกอ…
“เจ้ากำลังหาอะไรอยู่หรือ?”
จางฉือเอ่ยขึ้นกะทันหัน เสียงไม่ดังนัก แต่เมื่ออยู่ในป่ากลับฟังดูว่างเปล่า
“แค่ลองดูไปเรื่อย”
กวนหนิงไม่เงยหน้าขึ้น “ผักกูดมีไม่น้อย ใบเนื้อนกเขาก็พอแล้ว ข้าลองดูว่ามีเห็ดหรือไม่”
จางฉือไม่พูดอะไรอีก เดินต่อไปอีกสองสามก้าว ก่อนจะหยุดลงกะทันหัน
