“ท่านแม่ พวกเรากลับมาแล้ว”
วันนี้กวนหนิงกับพวกขายของหมดแล้วก็กลับมาเลย ไม่ได้แวะอยู่ในเมือง ตอนนี้จึงเพิ่งเลยเที่ยงมาได้ไม่นาน
หลิวซิ่วเหอซึ่งกำลังนั่งเย็บพื้นรองเท้าอยู่ใต้ชายคาวางของในมือลง แล้วก้าวฉับ ๆ เข้ามาหา ก่อนจะยื่นมือไปคุ้ยตะกร้าสะพายหลังของกวนหนิง
“เป็นอย่างไรบ้าง ๆ เหลาฝูหม่านรับซื้อหรือไม่?”
“รับสิ รับแล้ว! เถ้าแก่ยังบอกให้พวกเราส่งไปวันละ 30 ชาม ชามละ 3 อีแปะด้วยนะ 3 อีแปะเชียว ท่านแม่ ต่อไปนี้บ้านเราจะมีรายรับประจำวันละ 90 อีแปะแล้ว”
กวนหนิงยังไม่ทันได้พูด กวนจิ่งก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองรวดเดียวจบราวกับเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่
ท้ายที่สุดเขายังเอ่ยชื่นชมและแสดงความเลื่อมใสในตัวพี่สาวอย่างเต็มเปี่ยม
“ท่านแม่ไม่รู้หรอกว่าพี่สาวเก่งแค่ไหน นาง...”
กวนหนิงยืนยิ้มมองแม่กับน้องชายพากันอวยนางสุดชีวิต ความรู้สึกแบบนี้ก็ดีไม่น้อยอย่างที่คิด
นางเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ก็เห็นจางฉือแบกฟืนมัดหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูใหญ่ กำลังมองพวกนาง
รอยยิ้มตรงมุมปากของกวนหนิงกว้างขึ้น นางโบกมือเรียกคนตรงประตู “รีบเข้ามาสิ ข้ามีข่าวดีจะบอก”
สีหน้าของนางเป็นธรรมชาติจนดูราวกับพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันจริง ๆ
นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวจางฉือ เขาถึงกับรู้สึกว่ากวนหนิงในยามนี้ดูดีไม่น้อย หัวใจของเขาพลันเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
เขาวางฟืนไว้ข้างกำแพงแล้วเดินเข้ามา “พวกเจ้ากินมื้อเที่ยงกันหรือยัง?”
“ยังเลย”
“ข้าเก็บอาหารไว้ในหม้อแล้ว เดี๋ยวไปอุ่นให้”
เดินไปได้สองก้าว เขาก็หยุดแล้วหันกลับมา “ข้าได้ยินข่าวดีของบ้านเราตั้งแต่ตอนอยู่หน้าประตูแล้ว เสี่ยวจิ่งพูดไม่ผิด เจ้าช่างเก่งจริง ๆ”
