คนอื่น ๆ บนเกวียนวัวไม่คิดว่ากวนหนิงจะลงมือ พวกเขาจึงตั้งตัวไม่ทันไปชั่วขณะ ได้แต่มองนางด่าคนด้วยความตะลึง
กวนจิ่งยิ่งมองพี่สาวด้วยความชื่นชม พี่สาวของเขาเก่งเกินไปแล้ว
เมื่อก่อนพี่สาวก็เก่งอยู่หรอก แต่แทบไม่เคยลงไม้ลงมือ แถมยังไม่ได้ดีกับเขาขนาดนี้ด้วย...
เกวียนวัวหยุดลง กวนฟู่กุ้ยขมวดคิ้วถามกวนต้าอวี๋
“เลิกด่าได้แล้ว จะขึ้นรถหรือไม่ขึ้น?”
“ท่านลุง กวนหนิงถีบคนลงจากรถโดยไม่มีเหตุผล คนแบบนี้อยู่บนรถ ต่อไปใครจะกล้านั่งรถของท่านอีก”
“ถ้าไม่ใช่เพราะปากเสียหาเรื่องคนอื่นก่อน เรื่องจะเป็นแบบนี้หรือ” สะใภ้ห้ากวนทนไม่ไหว จึงเอ่ยขึ้นมา
วันนี้พอขายงานปักเสร็จ นางก็ซื้อเนื้อมาได้ครึ่งชั่ง ตั้งใจจะรีบกลับไปทำกับข้าว ใครจะคิดว่าระหว่างทางจะเจอเรื่องแบบนี้
น่ารำคาญชะมัด
“จะขึ้นหรือไม่ขึ้น?”
กวนฟู่กุ้ยถามซ้ำอย่างไม่สบอารมณ์
“เรื่องที่กวนหนิงถีบข้าลงจากรถจะปล่อยผ่านไปแบบนี้หรือ? ข้าเป็นผู้อาวุโสของนางนะ”
กวนต้าอวี๋ไม่อยากยอมกล้ำกลืนความเจ็บใจ นางได้กลิ่นหมั่นโถวไส้เนื้อ จึงคิดว่าต่อให้กวนหนิงชดใช้ด้วยน้ำตาลหรือหมั่นโถวไส้เนื้อสักหน่อย นางก็ไม่ขาดทุน
“รู้ว่าตัวเองเป็นผู้อาวุโส ก็หัดทำตัวให้เหมือนผู้อาวุโสบ้านอื่นเขาบ้างสิ” กวนหนิงพูดโดยไม่แม้แต่จะยกเปลือกตาขึ้น
นางไม่กลัวว่าพอกลับถึงหมู่บ้านแล้วกวนต้าอวี๋จะมาหาเรื่อง เพราะหลิวซื่อผู้เป็นมารดาของนางไม่ใช่คนอ่อนแอ
หลายปีมานี้ หญิงม่ายคนหนึ่งเลี้ยงลูกสองคนให้เติบโตอย่างราบรื่นโดยไม่เดินผิดทาง นอกจากบ้านเก่าจะคอยช่วยเหลือแล้ว ตัวนางเองก็มีความสามารถไม่น้อย
เรื่องความปากจัดและการทะเลาะวิวาท หลิวซื่อไม่เป็นรองใคร
คราวก่อนที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ยังไม่ทันได้แสดงฝีมือ คนก็แยกย้ายกันไปเสียก่อน พอกลับมาก็บ่นถึงเรื่องนั้นอยู่นาน
