หลังจากกินแป้งแผ่นย่างเสร็จ สองพี่น้องก็ยังไม่รีบกลับหมู่บ้าน แต่แวะอ้อมไปที่ร้านขายของชำก่อน ทั้งคู่จ้องมองเกลือหยาบ ด้ายเย็บผ้า และผ้าหยาบบนชั้นวางอยู่นาน
ไหเกลือที่บ้านหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว ด้ายเย็บผ้าก็เหลือเพียงเส้นสุดท้าย ส่วนผ้าหยาบนั้นไม่มีแม้แต่ผืนเดียว
หัวเข่าของกวนจิ่งปะชุนแล้วปะชุนอีก แต่เงิน 33 อีแปะก็ยังซื้อผ้าพอจะตัดชุดหนึ่งไม่ได้
ตอนนี้ที่บ้านยังแทบกินไม่อิ่ม กวนหนิงไม่มีทางเอาเงินไปซื้อผ้า
สุดท้ายนางกัดฟัน ซื้อเกลือหยาบถุงเล็ก ๆ ด้วยเงินเพียง 3 อีแปะ
พอออกจากร้านขายของชำ กวนหนิงก็ไม่สนใจท่าทางของกวนจิ่งที่มองน้ำลายสอใส่น้ำตาลปั้น นางจูงเขากลับบ้าน
เพิ่งเดินมาถึงหัวหมู่บ้าน ก็พบหญิงชาวบ้านหลายคน
“แม่หนูกวน วันนี้พาน้องชายเข้าเมืองหรือ?”
“อืม ไปเดินเล่นนิดหน่อย”
ป้าหลี่ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มวางด้ายเย็บผ้าในมือลง น้ำเสียงแฝงความกระตือรือร้นอย่างจงใจ แต่สายตากลับจ้องมองนางไม่วางตา “เดินเล่นพร้อมสะพายตะกร้าด้วยหรือ?”
“ที่บ้านไม่มีข้าวแล้ว ข้าเลยเก็บผักป่าไปขายเจ้าค่ะ”
หญิงหน้าตอบคนหนึ่งเอ่ยเสียงประชดประชัน “ขายหมดแล้วหรือ? ผักป่าที่เจ้าเก็บมา จะมีราคาเท่าไรกันเชียว หรือว่าพูดหลอกคน? ดูตะกร้าสะอาดเอี่ยมของเจ้าแล้ว คงขายไม่ออกสักใบ เที่ยวเสียเปล่าละสิ?”
พอได้ยินเช่นนั้น คนอื่น ๆ ก็พากันผสมโรง
“เป็นเด็กสาวแท้ ๆ แต่ขี้เกียจจนเหลือเชื่อ สามีที่ซื้อมาใหม่ก็ยกของหนักไม่ไหว หยิบจับอะไรไม่ได้ พาเด็กที่ยังไม่โตเต็มวัยไปด้วย จะทำมาหากินอะไรได้?”
“นั่นสิ ปกติพวกเราเข้าเมือง ผักป่ากองโตยังขายได้แค่ไม่กี่อีแปะเอง”
