มื้อเย็นวันนี้ นอกจากโจ๊กข้าวกล้อง ผักกูดคลุกเย็น และหมั่นโถวผักป่าแล้ว ยังมีไข่ผัดพริกเพิ่มมาอีกจาน
นี่เป็นอาหารมื้อใหญ่จานที่สองที่กวนหนิงได้กิน นับตั้งแต่ทะลุมิติมา
“พริกกับไข่มาจากไหนหรือ?”
บ้านตระกูลกวนไม่มีแปลงผัก แน่นอนว่าย่อมไม่ได้ปลูกพริก
ส่วนไข่ไก่นั้น แม่ไก่แก่ในเล้าอดบ้างอิ่มบ้าง ออกไข่ไม่เป็นเวลา
“วันนี้ข้าช่วยเขียนกลอนคู่ให้บ้านจู้จื่อ ย่าของจู้จื่อเลยเอาพริกมาหนึ่งกำกับไข่สามฟองมาให้เป็นการขอบคุณ”
อาน้อยของจู้จื่อกำลังจะแต่งงาน เจ้าสาวเป็นน้องสาวของลูกจ้างร้านขายของชำในเมือง เพื่อแสดงให้เห็นว่าฝ่ายชายให้ความสำคัญกับเจ้าสาว ย่าของจู้จื่อจึงนำกระดาษแดงไปที่สำนักศึกษาโดยเฉพาะ เพื่อให้จางฉือช่วยเขียนอักษรให้
หลิวซิ่วเหอกินไข่ไปคำหนึ่งอย่างเอร็ดอร่อย แล้วยังคีบให้ลูกสาวที่กินช้ากว่าคนอื่น ก่อนเอ่ยชมว่า “ยังไงลูกเขยข้าก็เก่งที่สุด”
กวนจิ่งก้มหน้าก้มตากิน พลางคล้อยตาม “พี่เขยเก่งที่สุด”
กวนหนิงเห็นไข่ผัดพริกในจานใกล้จะถูกสองคนนั้นคีบจนหมด จึงยื่นตะเกียบคีบไข่ให้จางฉือสองคำ
“ท่านรีบกินหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะไม่เหลือแม้แต่เศษไข่แล้ว”
มือที่กำลังคีบผักป่าของจางฉือชะงักไปเล็กน้อย “ขอบใจ”
พูดจบ เขาก็คีบไข่ที่กวนหนิงให้เข้าปาก ท่าทางการกินของเขาดูดีมาก
ไม่ใช่วิธีกินแบบชายฉกรรจ์ที่ตะกละตะกลาม และไม่ใช่ท่าทางจงใจเลือกกินอย่างประณีตเพื่อวางท่าของคุณชายในโรงเตี๊ยม
กวนหนิงก้มหน้าลอบเบ้ปาก คนบางคนมีมารยาทฝังอยู่ในกระดูกจริง ๆ ต่อให้ความจำเสื่อมก็ยังไม่หายไป
ขณะกินไข่ผัดพริกแสนอร่อย ความปรารถนาของกวนหนิงที่จะมีแปลงผักเป็นของตัวเองก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด
