เมื่อเห็นหานซู่จากไป เผยชีอินซึ่งยืนอยู่ด้านข้างจึงเอ่ยขึ้น
“ท่านแม่ทัพ การเดินทางครั้งนี้ไม่เหมาะสม ไปไม่ได้เจ้าค่ะ”
หลินเฟิงพยักหน้า “ข้ารู้ ข้าแทบจะกลายเป็นศัตรูของราชสำนักต้าจงอยู่แล้ว หากมิใช่เพราะกองกบฏนอกเมืองเฝ้าคุกคามอยู่ เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดอยากให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อ”
“ขอเพียงท่านอยู่ในค่ายทหาร ใครก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้เจ้าค่ะ”
หลินเฟิงหัวเราะ “เช่นนั้นข้าก็กลายเป็นเต่าหดหัวน่ะสิ ต้องทำให้พวกมันเผยตัวออกมา มิฉะนั้นพวกมันก็จะซ่อนอยู่ในเงามืด คอยหาโอกาสเล่นงานข้าไปชั่วกาล”
เผยชีอินร้องด้วยความตกใจ “ท่านแม่ทัพ อันตรายยิ่งนักเจ้าค่ะ”
“หึ ๆ ก็แค่วัดกันว่าอาวุธของใครไวกว่า”
“ท่านแม่ทัพ ท่านตั้งใจจะไปรับรางวัลหรือเจ้าคะ?”
หลินเฟิงขมวดคิ้ว “ประการแรก ต้องเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ได้แสดงฝีมือ ประการที่สอง ข้าต้องอธิบายให้จ้าวเทียนอวี๋เข้าใจเสียก่อน ถึงตอนนั้นอย่าได้โยนความผิดมาให้ข้า”
เผยชีอินถามอย่างฉงน “จ้าวเทียนอวี๋เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?”
หลินเฟิงชี้ไปยังจดหมายบนโต๊ะหนังสือ
เผยชีอินรีบก้มลงอ่าน
“นางหาเรื่องวุ่นวายเอง ท่านแม่ทัพไม่ต้องใส่ใจหรอกเจ้าค่ะ”
หลินเฟิงพยักหน้า “เดิมทีก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจนาง เพียงแต่ข้าอยากบอกใบ้เรื่องบางอย่างให้นางรู้”
เผยชีอินมองหลินเฟิงอย่างไม่เข้าใจ
“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วข้ากับตระกูลจ้าวของนางต้องแตกหักกัน”
เผยชีอินสะดุ้ง “ท่านแม่ทัพ ท่านจะ...”
หลินเฟิงส่ายหน้า “นี่มิใช่เจตนาของข้า หากตระกูลจ้าวไม่มีผู้เหมาะสม เกรงว่า...ข้าคงต้องเลือกคนให้พวกเขาสักคน”
เผยชีอินครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
