สิ้นคำกล่าว ทุกคนก็ขมวดคิ้วถลึงตา สีหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน
เห็นชัดว่ามีเงื่อนงำอยู่แท้ ๆ จะทำให้โจ่งแจ้งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
บัณฑิตผู้นั้นเผชิญหน้ากับทุกคนโดยไม่แสดงอาการลนลาน เพียงเอ่ยเสียงเรียบว่า
“หอเหวินจวิ้นมีคำสั่งสืบทอดเช่นนี้มาตั้งแต่โบราณ มิใช่ว่าพวกข้าจงใจหาเรื่องทุกท่าน”
เห็นทุกคนยังไม่ยอมวางอาวุธ บัณฑิตผู้นั้นจึงกล่าวเสริมว่า
“แม้แต่ฝ่าบาทเสด็จมาที่นี่ ก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎของหอเหวินจวิ้น”
เฉิงเหลียงก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
“หรือว่าคนในลานแห่งนี้ไม่มีอาวุธกันเลย?”
“ไม่มี อาวุธทุกชนิดห้ามนำเข้าหอเหวินจวิ้นทั้งสิ้น”
เฉิงเหลียงหันไปมองหลินเฟิง
เผยชีอินเป็นคนแรกที่ตอบสนอง นางรีบส่ายหน้าให้หลินเฟิง ความหมายก็คือ พวกเราอย่าเข้าไปติดกับเลย
หลินเฟิงพยักหน้า “ไป กลับกันเถิด ยังมีเรื่องใหญ่อีกมากรอพวกเราอยู่ จะเสียเวลากับพวกเขาไปไย”
ทุกคนหันหลังเดินกลับตามกันไป
บัณฑิตซึ่งยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าลานของหอเหวินจวิ้นมองพวกเขาด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
หลินเฟิงเดินไปพลางกระซิบบอกหงเซียวไปพลาง
“เจ้าแอบเข้าไปดูข้างในหน่อย ว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
หงเซียวพยักหน้า ก่อนแยกตัวออกจากขบวน
หลินเฟิงคาดว่าในหอเหวินจวิ้นคงมีผู้ฝีมือสูงส่งอยู่มาก แต่คนที่ขวางหงเซียวได้ น่าจะไม่มี
หากหงเซียวเพียงเข้าไปสืบดูสถานการณ์ เมื่อคิดจะจากไป ก็ย่อมไม่มีผู้ใดขวางนางได้
ขณะที่หลินเฟิงกับพวกกำลังมุ่งหน้าไปยังม้าศึกของตน ก็มีเกี้ยวหลังหนึ่งเคลื่อนมาตามถนน
ชายฉกรรจ์แปดคนหามเกี้ยวมา ด้านหลังยังมีบ่าวติดตามมาอีกหลายคน
เกี้ยวแปดคนหามมีขุนนางที่มีคุณสมบัตินั่งได้ไม่มาก ผู้มาเยือนย่อมต้องเป็นขุนนางใหญ่แน่นอน
