หลินเฟิงนั่งอยู่ที่เดิม มิได้ขยับไปไหน เพียงยิ้มต้อนรับอย่างเป็นมิตร
“ขันทีหานมาเยือนถึงที่ ไม่ทราบว่ามีเรื่องน่ายินดีอันใดหรือ?”
พลางกล่าว เขาก็ยกมือส่งสัญญาณให้เวินเจี้ยนยกเก้าอี้มา
หานซู่มิได้นั่งลง เพียงประสานมือกล่าวว่า
“ผลงานชิ้นเอกของท่านถ่งหลิ่ง ณ ตำหนักชิ่งเต๋อในวังหลวงเมื่อหลายวันก่อน ผ่านการพิจารณาจากอาจารย์แห่งสำนักศึกษาต้าจงกว่าสิบท่าน อีกทั้งยังได้รับคำประเมินจากฝ่าบาท จึงคว้าตำแหน่งผู้เป็นเลิศทางวรรณศิลป์มาได้อย่างไร้ข้อโต้แย้ง”
หลินเฟิงถามอย่างฉงน “ผลงานชิ้นเอกอันใด?”
หานซู่ล้วงผืนผ้าไหมปึกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วคลี่ออก
“นี่คือคำประเมินของอาจารย์ทั้งหลายแห่งสำนักศึกษาต้าจง อีกทั้งยังมีคำเชิญให้ท่านไปยังสำนักศึกษาเพื่อรับรางวัล เมื่อถึงเวลานั้น ท่านจีซือหยวน ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาต้าจง จะมอบรางวัลให้ท่านด้วยตนเอง”
หลินเฟิงมองหานซู่อย่างแปลกใจ
“ในเมื่อเป็นประกาศจากสำนักศึกษา เหตุใดจึงให้ขันทีหานมาแจ้งด้วยตนเอง?”
หานซู่กวาดตามองคนในห้อง
“ท่านยังไม่ทราบ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงฝ่าบาท... และกิจการภายในวังด้วย”
หลินเฟิงส่ายหน้า แสดงว่าไม่เข้าใจ
หานซู่ก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะหนังสือ แล้วลดเสียงลง
“ใต้เท้า ขอเชิญไปคุยกันเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?”
กองบัญชาการที่หลินเฟิงประจำอยู่เป็นสถานที่ทำงานเปิดเผยของเขา ที่นี่มีขุนนางและแม่ทัพอยู่มากมาย
“อืม ไปคุยกันที่ห้องหนังสือเถิด”
หลินเฟิงเองก็จัดห้องหนังสือให้ตนห้องหนึ่ง เพราะพบว่าพวกเชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้สูงศักดิ์ล้วนมีห้องเช่นนี้กันทั้งนั้น
นับเป็นสถานที่เหมาะสำหรับพูดคุยเรื่องส่วนตัว ทั้งยังดูมีรสนิยมทางวรรณศิลป์อีกด้วย
