ช่วงชะงักงันเพียงครู่กลับทรมานใจยิ่งนัก ราวกับวันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า นี่คือความรู้สึกของฉู่เลี่ยงในยามนี้
การรอรับแส้ที่สองนั้นทรมานยิ่งกว่าถูกฟาดลงบนร่างเสียอีก
เพียะ! แส้ที่สองฟาดลงมา พาดตัดกับรอยแผลจากแส้แรกเป็นรูปกากบาทตรงเอวของฉู่เลี่ยง เนื้อหนังปริแยก เลือดไหลทะลักไม่ต่างกัน
ฉู่เจียวเห็นฉู่เลี่ยงกัดฟันแน่น ไม่ส่งเสียงร้องออกมา จึงยกมือส่งสัญญาณให้ทหารหยุดมือ
“ฉู่เลี่ยง จงจำคำของข้าไว้ให้ดี หากภายหน้าข้าได้ยินวาจาเช่นนี้อีก ข้าจะตัดหัวสุนัขของเจ้าเสีย!”
“ขอรับ...ข้าน้อยไม่กล้าพูดอีกแล้ว...พี่หญิง...”
ฉู่เลี่ยงแทบจะร้องไห้ออกมา
“หามเขาลงไป เรียกหมอมา”
เหล่าทหารช่วยกันหามฉู่เลี่ยงลงไปอย่างชุลมุน
นายทหารชั้นผู้น้อยสี่ห้าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูได้ยินเสียงเฆี่ยนตีจากในห้อง ต่างตกใจจนหดตัวอยู่ตามมุมห้อง รอรับคำตัดสินชะตากรรม
พอเห็นคนหามฉู่เลี่ยงออกมา พวกเขาก็รีบเข้าไปดู
ใบหน้าของฉู่เลี่ยงซีดขาว เหงื่อเย็นไหลโซม แผ่นหลังเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยเลือดและเนื้อที่เละจนดูไม่ได้
พอดีกับที่แม่ทัพสวีปรากฏตัวต่อหน้าคนเหล่านั้น เขายกมือชี้นายทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง
“เจ้า เข้ามากับข้า”
นายทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกเรียกตัวพลันขาอ่อน หน้าตาเศร้าหมอง โชคดีที่สหายทั้งสองข้างยื่นมือมาพยุงไว้
“ท่านแม่ทัพสวี ข้าน้อย...เป็นเพียงผู้ติดตาม...”
แม่ทัพสวีถลึงตาใส่ “เข้ามาคุยกัน!”
ไม่มีทางเลือก ต่อให้คิดหลบก็หนีไม่พ้น นายทหารชั้นผู้น้อยจึงเดินตามแม่ทัพสวีเข้าไปในห้องอย่างสั่นเทา