หลินเฟิงคีบเนื้อวัวชิ้นหนึ่งใส่ชามให้นาง
“วางใจเถิด คิดจะเอาชีวิตข้า ไหนเลยจะง่ายดายปานนั้น หากข้าไม่ออกมาเดินเล่น พวกมันก็ไม่มีโอกาสเผยโฉม”
ไป๋จิ้งถลึงตาใส่เขา
“ดีนี่ เห็นข้าเป็นเหยื่อล่อแล้วสินะ”
หลินเฟิงจิบสุรา ก่อนหลับตากลืนลงไปอย่างเอร็ดอร่อย แล้วจุปากเบา ๆ
“ขอร้องเถิด เป้าหมายของพวกมันคือข้าต่างหาก”
เขารู้ดีว่าแม้จะจับกุมผู้ต้องสงสัยไว้ในคุกหลวงหลายคนแล้ว แต่ย่อมยังมีผู้ฝีมือสูงส่งที่ใช้วิธีพิสดารหลบเลี่ยงการตรวจค้นของกองทัพได้
อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่กล้าดื่มสุรามากนัก ต้องรักษาความตื่นตัวไว้ตลอดเวลา
ทั้งสองกินอาหารกันอยู่ครู่หนึ่ง ไป๋จิ้งก็วางตะเกียบลง
“พี่ใหญ่ ข้าอยากรู้ว่าท่านจะจัดตำแหน่งใดให้จูเจี๋ย”
หลินเฟิงยิ้ม “เจ้ายังเป็นห่วงเขาอยู่หรือ”
“ข้าแค่อยากลองเปรียบเทียบดู คนมีความสามารถหาได้ยาก”
หลินเฟิงถอนหายใจ “เฮ้อ ทุกวันนี้เรามีหัวเมืองมากมาย ตำแหน่งว่างก็มีไม่น้อย การเตรียมคนมีความสามารถไว้รองรับยังล่าช้าอยู่”
เขามองผ่านหน้าต่างโรงเตี๊ยมไปยังสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่งซึ่งกำลังทะเลาะกันอื้ออึงบนถนน
“ไม่ว่าจะเป็นทงพ่าน (ขุนนางตรวจการเมือง) ผู้ตรวจการ หรือผู้ตรวจการทหารของเมืองหลวงใด จูเจี๋ยล้วนรับหน้าที่ได้ทั้งนั้น ให้เขาเลือกตามใจ”
“ท่านใจกว้างกับเขาจริง ๆ”
“ขึ้นอยู่กับท่าทีของเจ้า จูเจี๋ยมีความชอบไม่น้อย ผ่อนปรนให้สักหน่อยย่อมไม่เป็นปัญหา”
ไป๋จิ้งหันไปมองตามสายตาของหลินเฟิง เห็นคู่สามีภรรยาทะเลาะกันอยู่บนถนนเช่นกัน
“พี่ใหญ่ ท่านเองก็อิจฉาชีวิตเช่นนี้หรือ”
