พระสนมเอกว่านส่ายหน้า “ทางท่านพ่อมีข่าวมาบ้างหรือไม่?”
“ทางไท่ซือมีฎีกาส่งมา ขอให้โยกทหารองครักษ์หลวงในเมืองไปช่วยป้องกันเมืองรักษาการณ์ หนูไฉส่งคนไปแจ้งอ๋องรุ่ยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“สถานการณ์ศึกย่ำแย่ถึงเพียงนี้จริงหรือ?”
“เหนียงเหนียง ไท่ซือเห็นว่ายังพอประคองสถานการณ์ต่อไปได้อีกระยะพ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตางดงามทั้งสองข้างของพระสนมเอกว่านทอประกายวาววับท่ามกลางความมืดสลัว
“เช่นนั้นหลินเฟิงก็ไม่คิดจะยื่นมือช่วยราชสำนักจริง ๆ หรือ?”
จูฉี่เซิ่งกล่าวเสียงเบา “คนผู้นี้โลภไม่รู้จักพอ เอาแต่เรียกร้องตำแหน่ง ฝ่าบาทไม่ต้องการตามใจขุนนางมากเกินไป ดังนั้น...”
พระสนมเอกว่านส่ายหน้า “ฝ่าบาทมิได้มีพระดำริเช่นนั้น คงเป็นท่านพ่อของข้าที่ไม่ยอมปล่อยมือจากกองทหารองครักษ์หลวงกระมัง”
“ไท่ซือคงมั่นใจว่าจะต้านทัพกบฏได้ จึงไม่ยอมถูกคนผู้นี้บีบบังคับพ่ะย่ะค่ะ”
พระสนมเอกว่านหันไปมองฝ่าบาทที่ยังคงบรรทมอยู่
“ขันทีจู ลอบมีราชโองการสักฉบับ ประทานบำเหน็จให้หลินเฟิงได้หรือไม่?”
จูฉี่เซิ่งหดตัวถอยหลัง “มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็นความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง หนูไฉมิกล้า...”
“เฮ้อ พวกเจ้า... ทำลายแผ่นดินเสียแล้ว...”
จูฉี่เซิ่งกลอกตาครุ่นคิด “เหนียงเหนียง เรื่องนี้เรียกอ๋องรุ่ยมาได้พ่ะย่ะค่ะ บางทีเขาอาจโน้มน้าวฝ่าบาทได้”
“แต่ฝ่าบาทอยู่ในสภาพเช่นนี้ จะหารือเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างไร?”
จูฉี่เซิ่งก้มหน้า พึมพำเสียงแผ่ว
“ยามนี้เหมาะแก่การหารือเรื่องต่าง ๆ ที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
พระสนมเอกว่านเฉลียวฉลาดนัก รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าขาวผ่อง
