หลินเฟิงเองก็กำลังตรวจดูสถานการณ์ เมื่อได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้า
“แม้จะวางวงล้อมไว้กว้างใหญ่ แต่กลับปิดตายถนนหลายสายที่อยู่นอกเมือง เห็นได้ชัดว่าชาวซีเซี่ยคิดจะล้อมเมืองหยินโจวไว้ยืดเยื้อ”
“ฮึ ๆ หลี่จี้ผิงคงอึดอัดไม่น้อย นอกจากพวกเราแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดมาช่วยได้อีก ทำได้เพียงหลบอยู่ในเมืองหยินโจว รอความตายเท่านั้น”
หลินเฟิงมองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนค่อย ๆ นั่งลงบนก้อนหินก้อนหนึ่ง
“รอให้ฟ้ามืดก่อน พวกเราเข้าเมืองไปดูกัน ไม่รู้ว่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์คับขันเช่นนี้ หลี่จี้ผิงจะวางแผนอย่างไร”
“ได้ ข้าจะไปหาเนื้อป่ามาสักหน่อย กินไปพลางรอฟ้ามืดไปพลาง”
ภายในเมืองหยินโจว ณ จวนบัญชาการทหารของทูถ่งหลี่จี้ผิง
จางเอินอี้ ฝู่ถ่งจวิน (รองแม่ทัพ) อู๋เซิ่ง ผู้ตรวจการฝ่ายซ้าย และเหรินตัวลี่จี๋ แม่ทัพใหญ่ ทั้งสามซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญของเมืองหยินโจว นั่งอยู่เบื้องล่างในโถงใหญ่
หลี่จี้ผิงเงยหน้าจากแผนที่ กวาดตามองสีหน้าของทุกคนโดยรอบ
“ฉินฟางแห่งเมืองชายแดนเจิ้นซี นำทหารม้าศึกของกองทัพเจิ้นซี 20,000 นาย ถูกเหรินตัวจิ้นจงร่วมมือกับหลี่จี้เจ้า ถ่งหลิ่งแห่งกองทัพซีเซี่ย ล้อมไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ห่างจากเมืองหยินโจวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 380 ลี้ ฉินฟางพ่ายศึกและฝ่าวงล้อมออกไปได้ ส่วนสถานการณ์หลังจากนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าผลลัพธ์คงไม่น่าสู้ดีนัก”
จางเอินอี้กล่าวเสียงขรึม “หลี่จี้เจ้าและเหรินตัวจิ้นจงขึ้นชื่อว่าเจ้าเล่ห์เพทุบาย ในสนามรบมีแต่ชนะมากกว่าแพ้ ฉินฟางยังหนุ่มเลือดร้อน ย่อมต้องเสียเปรียบเป็นธรรมดา”
อู๋เซิ่งกล่าวอย่างกังวล “ท่านแม่ทัพ ฉินฟางจะตำหนิพวกเราหรือไม่ที่มิได้ไปช่วยเหลือพวกเขาให้ทันท่วงที?”
