ดวงตาดำขลับเป็นประกายระยิบระยับราวกับอัญมณีเมื่อสะท้อนแสงเทียน
ภายในห้องหนังสือ ฝานโหรวนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะหนังสือ สีหน้าสงบนิ่ง มือหยิบผลไม้เชื่อมส่งเข้าปาก พลางขยับเอวอวบอิ่มเล็กน้อยเป็นครั้งคราว
“พี่หญิง เฉาเต๋ออวิ้นผู้นี้คิดจะเล่นกับไฟหรือ”
หลิ่วซูเสวี่ยยิ้มน้อย ๆ “ธาตุแท้ของขุนนางเหล่านี้ เจ้าและข้าเห็นมามากแล้ว พวกเขามิได้คิดคด เพียงเห็นแก่ชื่อเสียงและผลประโยชน์เท่านั้น”
ฝานโหรวถอนหายใจ “เฮ้อ ไม่รู้ว่าท่านอ๋องมัวยุ่งเรื่องใดอยู่ทั้งวัน ถึงกับไม่สนพระทัยเรื่องบ้านเมืองแล้วหรือ”
หลิ่วซูเสวี่ยไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ “นี่นับเป็นเรื่องบ้านเมืองอันใด ขุนนางฝ่ายบุ๋นเพียงไม่กี่คนจะก่อเรื่องใหญ่โตได้หรือ”
“พวกเขาพลิกฟ้าไม่ได้หรอก เพียงแต่สิ่งที่ทำชวนให้ผู้คนขัดตา ราวกับลืมไปแล้วว่าผู้ใดเป็นผู้ปราบต้าจง ผู้ใดเป็นผู้ตัดสินใจ และผู้ใดมีคุณธรรมยิ่งใหญ่ ถึงได้ละเว้นราชวงศ์จ้าว ทั้งยังมอบหนทางให้พวกเขาได้มีชีวิตรอด”
ฝานโหรวกล่าวเสียงเรียบ
“จ้าวฉุนไม่มีความกล้าถึงเพียงนั้น ยิ่งไม่มีความเด็ดเดี่ยว ทุกอย่างล้วนเป็นจ้าวเทียนอวี๋ที่คอยยุยงสร้างความแตกแยก หวังฟื้นฟูอำนาจของราชวงศ์จ้าว”
“ในเมื่อพี่หญิงมองกลอุบายของจ้าวเทียนอวี๋ออกแล้ว เหตุใดจึงไม่ออกไปคัดค้านการกระทำของนางเล่า”
“ยังไม่ต้องรีบร้อน ข้าเพียงอยากเห็นว่า ยังมีผู้ใดบ้างที่ฝากความหวังไว้กับราชวงศ์จ้าว แทนที่จะกดข่มพวกเขาเสียแต่แรก สู้ปล่อยให้พวกเขาเผยตัวออกมาเองดีกว่า”
ฝานโหรวหัวเราะ “พี่หญิงย่อมไม่ร้อนใจอยู่แล้ว ตราบใดที่กองทัพเจิ้นซียังคงอยู่ พวกภูตผีปีศาจหน้าไหนก็อย่าหวังจะก่อเรื่อง”
หลิ่วซูเสวี่ยเหลือบมองฝานโหรว
