อ๋องรุ่ยจ้องว่านจั๋วเขม็ง
“สวี่จิ้นคิดลงมือกับหลินเฟิง เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“เพียงได้ยินมาเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องที่ไร้หลักฐาน อย่าได้แพร่ข่าวเหลวไหล”
อ๋องรุ่ยตรัสเสียงเข้ม
ทว่าว่านจั๋วมิได้หวาดกลัว เพียงกล่าวอย่างเรียบเฉย
“เป็นเพียงข่าวลือจากชาวบ้าน มิใช่เรื่องจริงพ่ะย่ะค่ะ”
อ๋องรุ่ยเองก็จนปัญญากับเขา ได้แต่สะบัดแขนเสื้อ
“เจ้าถอยไปเถิด ทางที่ดีอย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของทหารองครักษ์หลวงอีก”
ว่านจั๋วประสานมือคำนับลา
เขาเองก็ไม่อยากเสียเวลาพูดจายืดยาวกับอ๋องรุ่ย จึงเร่งกลับไปสืบเรื่องที่จ้าวเหมิ่งเฟยหายตัวไป อีกทั้งยังต้องตรวจสอบว่ามือสังหารของมืดฟ้ามัวดินเป็นอย่างไรบ้าง
หลินเฟิงพาคนกลับถึงเมืองคุน เขาไม่กังวลว่าหลิ่วซูเสวี่ยจะตกอยู่ในอันตราย
สตรีผู้นี้มิใช่คนธรรมดา ต่อให้ออกไปดิ้นรนด้วยตนเองหลายปี นางก็ยังรับมือได้อย่างคล่องแคล่ว ย่อมมีวิธีเอาตัวรอดเป็นของตนเอง
ทันทีที่กลับถึงกองบัญชาการ หลินเฟิงก็สั่งให้เฉิงเหลียงสอบสวนสวี่จิ้นอย่างเข้มงวด
หลินเฟิงอยากรู้ว่าในนครหลวงยังมีผู้ใดอีกบ้างที่กล้าลงมือกับตน
สวี่จิ้นเข้าใจสถานการณ์ของตนเป็นอย่างดี จึงมิได้ขัดขืน
เขามีเพียงข้อเรียกร้องเดียว คือต้องการพูดคุยกับหลินเฟิงเป็นการส่วนตัว
หลินเฟิงจึงจัดให้สวี่จิ้นสนทนากับเขาตามลำพังในห้องขังห้องหนึ่ง
ทั้งสองนั่งประจันหน้ากัน โดยมิได้สวมเครื่องพันธนาการให้สวี่จิ้น
ต่างก็เป็นคนฉลาด ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ
สวี่จิ้นนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น
“ที่จริงข้าน้อยมิได้มีความไม่พอใจหรือความแค้นใดต่อท่านถ่งหลิ่ง เพียงแต่...พระสนมตู้มีความแค้นกับท่านอย่างลึกซึ้ง”
