เหวินเฉิงได้ฟังคำชื่นชมของนางก็ลำพองใจ ลูบเคราพลางพยักหน้าหงึก ๆ อยู่หลายครั้ง
“ข้าเชื่อว่าทุกการตัดสินใจของท่านอัครมหาเสนาบดีย่อมสมเหตุสมผลและชอบด้วยกฎหมาย ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่เพียงไม่คัดค้าน แต่ยังจะสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ดังนั้น เรื่องฝ่าบาทเสด็จเข้าประทับในพระราชวังหลวง ขอเพียงท่านอัครมหาเสนาบดีพยักหน้า ก็ไม่มีผู้ใดคัดค้านแล้ว”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น... ฮ่า ๆ...”
เหวินเฉิงถูกนางเยินยอจนตัวลอย จึงตอบรับไปอย่างไม่คิดอะไร
จ้าวเทียนอวี๋ลุกขึ้นยืน ตบมือทั้งสองข้าง
“ขอบคุณท่านอัครมหาเสนาบดีที่อนุญาต เรื่องบรรดาศักดิ์ของท่าน ฝ่าบาทจะทรงพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เมื่อแต่งตั้งขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ท่านอัครมหาเสนาบดีย่อมอยู่ในลำดับแรก”
เหวินเฉิงกำลังพยักหน้าอยู่ พลันรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
“เอ๊ะ ข้าเคยพูดเสียที่ไหนว่าจะให้ฝ่าบาทเสด็จเข้า...”
จ้าวเทียนอวี๋ตัดบทเหวินเฉิง “หรือท่านอัครมหาเสนาบดีคิดจะกลับคำ? ท่านมีตำแหน่งสูง อำนาจหนักแน่น ทั้งยังเป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนักที่คำพูดมีน้ำหนัก อย่าทำให้ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊แห่งราชวงศ์ต้าจงต้องผิดหวังเลยเจ้าค่ะ”
“หา? ข้าไม่ได้พูด...”
“เช่นนั้นก็ดี เมื่อท่านรับปากแล้ว เทียนอวี๋ขอลา จะไปแจ้งท่านเฉาให้ส่งคนเข้าวัง จัดเตรียมตำหนักเจิ้งเต๋อ ท่านอัครมหาเสนาบดีเชิญอยู่ต่อเถิด”
กล่าวจบ จ้าวเทียนอวี๋ก็หมุนกายสาวเท้าออกไป
เหวินเฉิงยกมือคิดจะเรียกนางไว้ ทว่าจ้าวเทียนอวี๋กลับพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็หายลับไปตรงประตู
เหวินเฉิงขมวดคิ้วทบทวนบทสนทนาเมื่อครู่ รู้สึกว่าตนคงตกหลุมพรางของจ้าวเทียนอวี๋ ถูกสตรีผู้นี้หลอกล่อเสียจนมึนงง ทำอะไรไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ
