เมืองใหญ่แห่งถัดไปบนเส้นทางคือเมืองเทียนจื่อ ผ่านเมืองเทียนจื่อไปแล้ว เบื้องหน้าก็จะถึงปราการด่านสุดท้ายของนครหลวง นั่นคือเมืองหลินตู
แน่นอนว่าเมืองเล็กระหว่างทางมิได้อยู่ในแผนการของหลินเฟิง
นครคุนซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของนครหลวง เป็นเมืองรักษาการณ์ที่กำลังเผชิญการโจมตีอย่างดุเดือดจากกองทัพกบฏอ๋องฝูและกองทัพผ้าโพกหัวดำ
ลั่วอวิ๋นเฟย แม่ทัพใหญ่ใต้บัญชาของอ๋องฝู และชิวเจี้ย แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพผ้าโพกหัวดำ ต่างควบคุมการศึกอยู่เบื้องหน้ากองทัพของตน
ทั้งสองหวังจะยึดเมืองคุนให้ได้ในเวลาอันสั้น เพื่อทำลายแนวป้องกันเมืองรักษาการณ์ทั้งแปดแห่งนครหลวง
ขณะที่การสู้รบทั้งบนกำแพงเมืองและด้านล่างกำลังดุเดือด ลั่วอวิ๋นเฟยกับชิวเจี้ยก็ได้รับรายงานศึกจากกองกำลังของเซินจวิ้นและไล่เว่ยเซิ่ง
ทั้งสองพบกันในกระโจมบัญชาการ ณ ค่ายทหาร
“พี่ลั่ว เหตุใดพวกเขาจึงพ่ายแพ้รวดเร็วถึงเพียงนี้?”
ลั่วอวิ๋นเฟยเองก็ฉงน “ตามเหตุผลแล้ว เซินจวิ้นเป็นคนสุขุม เหตุใดจึงต้านทานไม่ไหวเช่นนี้?”
ชิวเจี้ยสั่นรายงานศึกในมือ
“พี่ลั่ว นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ท่านเห็นหรือไม่ว่าเมืองติ้งหย่วนถูกตีแตกได้อย่างไร?”
“อ้อ ในรายงานเขียนว่า หลินเฟิงชักนำอสนีบาตลงมาสายหนึ่ง ถล่มหอประตูเมืองพังทลาย...”
ทั้งสองสบตากัน
“เรื่องเหลวไหลถึงเพียงนี้ พี่ชิวเชื่อหรือ?”
ชิวเจี้ยเกาศีรษะ เดิมทีเขาเป็นผู้ศรัทธาในสมาคมผ้าโพกหัวดำ มีความเชื่อมั่นในคำสอนของสมาคมและพระแม่อย่างคลั่งไคล้แทบไร้เหตุผล
หากพระแม่มีจิตวิญญาณ แล้วเหตุใดบนฟ้าจะมีเทพเซียนองค์อื่นไม่ได้เล่า?
“เฮ้อ พี่ลั่ว เรื่องนี้พูดยาก บางทีอาจมีผู้วิเศษผู้เร้นกายที่รู้วิชาอันพิสดารก็เป็นได้?”
