เหมียวฉางเฟิงเป็นถึงพี่ใหญ่แห่งสมาคมผ้าโพกหัวดำ ย่อมรู้เบื้องลึกของพระแม่ผู้นั้นดี นางเป็นเพียงตัวหลอกลวงชาวบ้านเท่านั้น
จะมีคนชักนำอสนีบาตลงมาได้จริงหรือ?
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ก็ได้ยินอ๋องฝูตวาดขึ้น
“เหมียวฉางเฟิง จงหายอดฝีมือสักสองสามคนไปสังหารหลินเฟิงเสีย”
“พ่ะย่ะค่ะ วางพระทัยเถิดท่านอ๋อง คราวนี้ข้าจะทำให้มันมาแล้วกลับไปไม่ได้แน่”
อ๋องฝูสะบัดแขนเสื้อ “อย่าทำให้ข้าผิดหวังอีก”
ตรัสจบก็หมุนกายเดินฉับ ๆ เข้าไปยังโถงด้านใน
เมื่อองครักษ์ของอ๋องฝูติดตามไปจนหมด เหมียวฉางเฟิงจึงประสานมือถามหลานอวี่
“ท่านหลาน ช่วยชี้แนะข้าได้หรือไม่?”
หลานอวี่รีบประสานมือคำนับตอบ “พี่ใหญ่เหมียวเกรงใจแล้ว คราวนี้ใช้มือสังหารชั้นยอดของท่านให้เต็มกำลัง แล้วทุ่มเดิมพันสักคราก็พอ”
“แต่หลินเฟิงผู้นั้นถึงกับชักนำอสนีบาตลงมาได้ จะรับมือได้ง่ายดายที่ไหน ข้าเกรงว่า...”
หลานอวี่ไม่รอให้เขาพูดจบ ก็ยกมือห้าม
“อย่าได้เชื่อ เป็นเพียงคำลวงหลอกผู้คน หากหลินเฟิงเป็นเซียนมิใช่มนุษย์ พวกเราจะยังต้องช่วยอ๋องฝูชิงบัลลังก์ไปไย แล้วจะช่วงชิงใต้หล้านี้ได้อย่างไร?”
เหมียวฉางเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย ความกังวลในใจกระจ่างขึ้น
การตามหามือสังหารชั้นยอดจากต้าจงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเหมียวฉางเฟิง อย่างมากก็เพียงจ่ายเงินเพิ่มอีกหน่อย
เขาคลุกคลีอยู่ในยุทธภพมาหลายปี ย่อมรู้จักองค์กรประเภทนี้ไม่น้อย รวมถึงยอดฝีมือสังหารที่ทำงานตามลำพังด้วย
หลินเฟิงแข็งแกร่งเกินไป องค์กรทั่วไปคงจัดการไม่ไหว ทั้งยังไม่กล้ารับงานนี้
เหมียวฉางเฟิงกลับไปยังที่พักของตน แล้วเรียกผู้ช่วยเข้ามา
เป็นชายร่างเตี้ยล่ำ อายุสามสิบกว่า ใบหน้าเหี้ยมเกรียม
