ว่านเหยียนอันซวี่เดินวนอยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง ก่อนกลับมายังลานเรือนของกองบัญชาการ เห็นคนสองสามคนยังเก็บกวาดอยู่ในห้อง
เขาจึงยืนมองฟ้าอยู่ในลาน
ว่านเหยียนชิงเทียนยืนอยู่ข้างกาย ทั้งสองสนทนากันเรื่อยเปื่อยเป็นครั้งคราว
“เจ้าว่า กองทัพชิงสุ่ยถอนกำลังออกจากเมืองต๋าตู้เอ๋อร์แล้วหรือยัง?”
ว่านเหยียนอันซวี่กลืนสุราอึกหนึ่ง ก่อนถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
ว่านเหยียนชิงเทียนยิ้ม “ที่ใต้เท้ากล่าวก็เป็นไปได้มาก ในเมื่อพวกเขาทิ้งที่นี่ไปแล้ว ย่อมไม่อยู่ในเมืองต๋าตู้เอ๋อร์ต่อแน่”
“ดี พรุ่งนี้เจ้านำทหารม้า 5,000 นายไปยึดเมืองกลับคืนมา”
“หา? แต่หากพวกเขายังไม่ไปเล่า?”
ว่านเหยียนอันซวี่เหลือบมองเขา “ข้าให้เจ้านำทหารม้า 5,000 นายไปทำอะไร?”
“ข้า...”
“อย่างไร ไม่อยากไปหรือ?”
ว่านเหยียนชิงเทียนสะดุ้งวูบ “มิบังอาจ ท่านเป็นผู้ดูแลใหญ่ ท่านว่าอย่างไรย่อมเป็นเช่นนั้น”
ว่านเหยียนอันซวี่มองไปรอบด้าน “หลินเฟิงไปแล้ว ย่อมไม่มีอสนีบาตอีก เจ้ายังกลัวอะไร?”
ว่านเหยียนชิงเทียนลอบด่าในใจ ทั้งที่คนหวาดกลัวก็คือตัวท่านเองแท้ ๆ กลับพูดราวกับเป็นเรื่องของผู้อื่น
ทั้งเมืองหลวงต่างรู้กันว่า ว่านเหยียนอันซวี่ถูกอสนีบาตของหลินเฟิงระเบิดจนเสียสติ
ดูท่าทางกระวนกระวายของท่านยามนี้สิ...
ขณะที่เขากำลังคิดอย่างเพลิดเพลิน พลันเหลือบตาขึ้น แล้วสบเข้ากับสายตาเย็นเยียบของว่านเหยียนอันซวี่ที่กำลังจ้องตนเขม็ง
“เอ่อ...ใต้เท้า ข้าจะไปเรียกพลเดี๋ยวนี้ จะพยายามยึดเมืองต๋าตู้เอ๋อร์ให้ได้”
