ฮ่องเต้จ้าวฉุนองค์ปัจจุบันเดิมทีก็มีพระนิสัยอ่อนโยน ยามนี้ราชสำนักไม่มีเงินจริง ๆ สำหรับจ่ายเงินเดือนให้ขุนนางเหล่านี้ พระองค์จึงยิ่งรู้สึกว่าติดค้างผู้อื่นมากมาย
แต่หลินเฟิงเป็นใครกันเล่า อย่าว่าแต่ยามนี้จะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เลย ต่อให้เมื่อก่อนเขาไม่มีอะไรสักอย่าง ก็ไม่มีทางหลงกลลูกไม้ของตาเฒ่าพวกนี้
“ทหาร! พาตัวเขาไปด้วย ตรวจสอบทรัพย์สินในบ้านให้ชัดเจน ต่อหน้าข้ายังกล้าเสแสร้งเป็นขุนนางตงฉินอีกหรือ”
ทหารองครักษ์หลวงที่นี่เหลืออยู่ไม่มาก ล้วนอยู่ใต้บังคับบัญชาของจ้าวซั่วกับจ้าวกุย
ทั้งสองยืนนิ่งงัน ยังไม่ทันตั้งตัว
องครักษ์ของหลินเฟิงไม่รอให้พวกเขาตั้งสติ เวินเจี้ยนกวักมือเรียกองครักษ์สองนายเข้ามาแล้ว ต่างคนต่างจับแขนขุนนางผู้นั้นไว้ข้างละข้าง ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะร้องไห้คร่ำครวญเพียงใด พวกเขาลากบ้างกระชากบ้าง พาตัวออกไป
ขุนนางกว่ายี่สิบคนในโถงใหญ่ต่างเงียบกริบราวจักจั่นจำศีล
เป็นขุนนางต้าจง ทั้งยังเป็นขุนนางใหญ่ที่มีหน้ามีตาในราชสำนัก ใต้ก้นของผู้ใดจะสะอาดหมดจดบ้าง?
ต่อให้ตัวเจ้าไม่โลภ แล้วคนในครอบครัวเล่า?
หากหลินเฟิงคิดฉวยโอกาสเล่นงาน ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเล็ก ทุกคนล้วนมีปัญหาทั้งนั้น
เป็นขุนนางมาถึงขั้นนี้ ไม่มีผู้ใดโง่เขลา
ภายในโถงใหญ่เงียบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก ทุกคนพยายามหายใจให้เบาที่สุด ก้มหน้าก้มตาไม่พูดไม่จา เกรงว่าหลินเฟิงจะหันมาสนใจตน
ชีวิตมาถึงขั้นนี้แล้ว อย่าให้ผู้ใดขุดคุ้ยเรื่องทุจริตอีกเลย หรือไม่ก็เปิดโปงครอบครัวของตนจนหมดสิ้น มิใช่เพียงเสียหน้า แต่ยังอาจถึงแก่ชีวิต
ลงนาไปทำไร่ทำนาหรือ?
