เดิมทีหานฉีก็ไม่คิดจะพูดให้มากความ เขารู้ว่าฝ่าบาทไม่มีเงินในพระหัตถ์ ต้องอาศัยขายข้าวของมีค่าบางส่วนประทังชีพ
แต่สถานการณ์ยามนี้หาเหมือนแต่ก่อนไม่ หลินเฟิงปรากฏตัวในท้องพระโรงยามเช้าแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายตื่นเต้นยิ่งนัก
หลินเฟิงเป็นผู้ใด? เมืองซานเจียงที่พวกเขาอาศัยเลี้ยงชีพ ล้วนอยู่ภายใต้การตัดสินใจของพี่ใหญ่ผู้นี้
อดีตฮ่องเต้เคยปฏิบัติต่อหลินเฟิงอย่างไม่เป็นธรรม ทว่าบัดนี้พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว และเป็นยุคของจ้าวฉุน
ยิ่งไปกว่านั้น หลินเฟิงก็มิได้ปฏิเสธตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เช่นนั้นหลินเฟิงจะเมตตาช่วยบรรเทาความลำบากในการดำรงชีพของขุนนางอย่างพวกเขาบ้างหรือไม่?
หากไม่ลองร้องขอ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นไปไม่ได้?
หานฉีจึงก้าวออกจากแถว ทำหน้าที่ผู้นำขุนนางทั้งหลายต่อไป
เมื่อเห็นหลินเฟิงไม่กล่าวอะไร จ้าวฉุนจึงจำต้องตรัสขึ้น
“หานอ้ายชิง ยามนี้ราชสำนักกำลังเผชิญความยากลำบากอย่างยิ่ง จำต้องอาศัยอ้ายชิงทั้งหลายร่วมแรงร่วมใจกันฟันฝ่าวิกฤต เราเชื่อว่าภายใต้การช่วยเหลือของท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แทนพระองค์ อีกไม่นานราชวงศ์ต้าจงจะฟื้นคืนกำลัง และกลับมารุ่งเรืองดังเช่นวันวานเป็นแน่”
เขาช่างรู้จักสวมหมวกใบใหญ่ให้หลินเฟิงเสียจริง
หานฉีพยักหน้ายิ้ม ก่อนหันไปประสานมือคำนับหลินเฟิง
“ท่านอ๋อง ไม่ทราบว่าจะชี้แนะหนทางแก่ข้าน้อยได้หรือไม่ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้”
หลินเฟิงขมวดคิ้ว “ใต้เท้าหาน ราชสำนักไม่มีเบี้ยหวัดหรือ?”
“ไม่มี”
“หึ ๆ ข้าก็ไม่มีเช่นกัน”
เหล่าขุนนางต่างเผยสีหน้าขมขื่น
หลินเฟิงกวาดตามองสีหน้าของทุกคน
“ใต้เท้าหาน ท่านรับราชการมากี่ปีแล้ว?”
