เจียงอวิ้นยิ้มขื่น
“เฮ้อ เรื่องเหล่านั้นล้วนผ่านไปแล้ว บัดนี้ข้อตกลงนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป ข้าคิดว่าหลินเฟิงควรจงรักภักดีต่อราชสำนัก อย่างไรเสียครั้งนั้นเขาก็ได้รับบรรดาศักดิ์จิ้งกั๋วกง ทั้งยังเป็นถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวง ได้รับตำแหน่งสูงศักดิ์มากมาย”
“แต่เขาไม่เคยรับเบี้ยหวัดจากราชสำนักแม้แต่แดงเดียว ทั้งยังไม่เคยได้รับประโยชน์จากราชสำนักเลยสักนิด จะเอาบรรดาศักดิ์พวกนี้ไปทำอันใด!”
“เจ้า...”
เมื่อเห็นหูจิ้นไฉสบถหยาบคาย เจียงอวิ้นก็ถูกตอกกลับจนหน้าแดง
หลังหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง เจียงอวิ้นจึงถามว่า
“ต้องทำอย่างไรเขาจึงจะยอมออกมานำกองทัพเจิ้นซีต่อต้านกบฏ?”
หูจิ้นไฉหัวเราะเย็นชา “เรื่องนี้ท่านต้องไปถามราชสำนักต่างหาก ให้ราษฎรสามัญคนหนึ่งออกไปต่อต้านกบฏ ยังมีเรื่องน่าขันยิ่งกว่านี้อีกหรือ?”
ดวงตาเจียงอวิ้นเป็นประกาย “หลินเฟิงต้องการตำแหน่งขุนนางหรือ?”
หูจิ้นไฉคร้านจะต่อความกับเขาอีก จึงโบกมือกล่าวว่า
“หากใต้เท้าเจียงต้องการลงเรือ ก็ลงไปต่อแถวรอที่นอกเมือง หากจะกลับเข้าเมืองก็จงเร่งรุด ข้าศึกใกล้บุกมาแล้ว ที่นี่อันตรายยิ่ง”
กล่าวจบก็หันหลังเดินขึ้นกำแพงเมือง พลางตะโกนทิ้งท้าย
“เดินทางดี ๆ ไม่ส่งแล้ว!”
เจียงอวิ้นยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น ภารกิจยังไม่สำเร็จ ทั้งยังสืบไม่ได้ว่าหลินเฟิงต้องการสิ่งใดกันแน่
ดูท่าว่าทรัพย์สินเงินทองและตำแหน่งสูงศักดิ์คงไม่อาจจูงใจคนเหล่านี้ได้
แล้วราชสำนักยังจะนำสิ่งใดออกมาได้อีก?
อ๋องรุ่ยและเหล่าขุนนางใหญ่ในราชสำนักมองสถานการณ์ได้อย่างแจ่มชัดแล้ว
พื้นที่เมืองรักษาการณ์รอบนครหลวงแทบครึ่งหนึ่งตกอยู่ในมือกบฏ ส่วนเมืองรักษาการณ์ที่เหลือก็ถูกปิดล้อมแน่นหนา
