ทหารที่ได้เข้าค่ายองครักษ์ใกล้ชิด ล้วนมีชาติตระกูลและภูมิหลังไม่เลว หากไร้เส้นสายและเงินทอง ก็ไม่มีทางเข้าไปได้
พวกเขาเพียงลาดตระเวนอยู่ในเมือง ช่วยรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่เคยออกจากเมืองไปร่วมรบครั้งใหญ่
จู่ ๆ ต้องออกเมืองไปทำศึก ใครเล่าจะรับไหว
เหล่านายทหารในค่ายองครักษ์ใกล้ชิดยิ่งแล้วใหญ่ กว่าจะจ่ายเงินไม่น้อยไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่งในวันนี้ เงินที่จ่ายไปยังไม่ทันได้คืนทุน
หากตายอยู่นอกเมือง จะไปทวงเงินจากผู้ใด
โหวเซิ่งเองก็กลัดกลุ้ม แผนการของอ๋องรุ่ยไม่อาจบอกทหารชั้นผู้น้อยได้ จึงทำได้เพียงแจ้งแก่นายทหารตั้งแต่เชียนฟูจ่างขึ้นไป
แต่นายทหารชั้นผู้น้อยเหล่านั้นก็ใช่จะรับมือได้ง่าย ในตระกูลล้วนมีผู้อาวุโสผู้มีหน้ามีตา หลายคนรับราชการอยู่ในราชสำนัก
พอเริ่มส่งเสียงเอะอะขึ้นมา โหวเซิ่งก็ข่มไม่อยู่
ทหารห้าพันนาย เชียนฟูจ่างทั้งห้านายพยายามปลอบประโลมอย่างสุดกำลัง ทว่าก็ไม่อาจทำให้เหล่าทหารสงบใจลงได้
โดยเฉพาะไป่ฟูจ่าง (นายกองร้อยคน) พวกเขาต้องนำกำลังของตนบุกทะลวงอยู่แนวหน้า มีโอกาสสูงยิ่งที่จะสิ้นชีพในสนามรบ
ชั่วขณะนั้น แม้แต่เชียนฟูจ่างก็จนปัญญา
เห็นว่าท้องฟ้าใกล้มืดแล้ว โหวเซิ่งจึงรีบไปเรียนจ้าวเฟิ่งชุนอีกครั้ง
จ้าวเฟิ่งชุนเองก็ไร้หนทาง หากให้ทหารค่ายองครักษ์ใกล้ชิดเหล่านี้ไปจับนักโทษหลบหนี หรือออกเมืองไปปราบโจรเล็ก ๆ กระทั่งไปยึดทรัพย์จับคน พวกเขาต่างก็แย่งกันไป
แต่หากให้พวกเขาออกเมืองไปสู้กับกองทัพกบฏ เช่นนั้นก็มีคำเดียว ยาก!
เรื่องน่าปวดหัวเหล่านี้ก็ไม่อาจนำไปทูลอ๋องได้ ต่อให้ไปก็คงถูกดุด่าเปล่า ๆ
“โหวเซิ่ง ไปบอกพวกเขาว่า ผู้ใดออกไปนอกเมืองครั้งนี้ จะเลื่อนขั้นขึ้นหนึ่งระดับ ทั้งยังได้รางวัลเงินห้าตำลึง หากตัดศีรษะกบฏได้หนึ่งคน ให้รางวัลเงินสิบตำลึง”
