ดังนั้น ผู้ลี้ภัยที่อยู่ตรงหน้าล้วนเป็นทรัพย์สินอันล้ำค่าที่หัวเมืองต่าง ๆ กำลังต้องการอย่างยิ่ง ขุนนางประจำหัวเมืองเหล่านั้นต่างยินดีต้อนรับหูจิ้นไฉให้ส่งผู้ลี้ภัยไปยังถิ่นของตน
โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยที่มาจากนครหลวงเหล่านี้ ล้วนมีความรู้และเส้นสายอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับชาวนาท้องถิ่นแล้วก็มีฐานะสูงกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง
“ภายในเมืองรองรับคนไม่ไหวแล้ว ให้ทหารช่างสร้างค่ายพักชั่วคราวนอกเมืองเถิด พยายามทำให้กว้างขวางหน่อย ต่อไปยังจะมีผู้คนหนีออกมาอีกมาก”
ทหารรับคำสั่งแล้วหันหลังลงจากหอประตูเมือง
มีทหารอีกคนวิ่งขึ้นมา
“รายงานท่านแม่ทัพ มีคนมาขอเข้าพบ”
หูจิ้นไฉขมวดคิ้วถาม “แจ้งชื่อมาหรือไม่?”
ทหารตอบว่า “เขาบอกว่าชื่อเจียงอวิ้น เป็นขุนนางขอรับ”
หูจิ้นไฉหันไปมองฉุยอิ๋ง เห็นนางเองก็มีสีหน้างุนงง
“ให้เขาขึ้นมาพบข้า”
ทหารหันหลังวิ่งจากไป
ครู่หนึ่ง ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปี สวมเสื้อผ้าชาวบ้านธรรมดา เดินตามทหารขึ้นมายังหอประตูเมือง
เมื่อพบหูจิ้นไฉ เขาก็ประสานมือคำนับ
“ท่านแม่ทัพใหญ่หู ข้าน้อยเจียงอวิ้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งจงซูเส่อเหรินแห่งราชสำนักต้าจง ภูมิลำเนาเดิมอยู่เมืองชิงสุ่ย เมืองเจิ้นซี”
หูจิ้นไฉพยักหน้า “อ้อ มาจากชิงสุ่ย เจิ้นซีบ้านเดียวกันนี่เอง”
เจียงอวิ้นยิ้มกล่าว “มิใช่เพียงเป็นบ้านเดียวกับท่านแม่ทัพใหญ่หูเท่านั้น ข้ายังมีความเกี่ยวข้องกับท่านจิ้งกั๋วกงอยู่ด้วย”
หูจิ้นไฉโบกมือ “อืม ๆ บ้านเกิดของท่านถ่งหลิ่งก็อยู่เมืองชิงสุ่ย พวกเรามานครหลวงด้วยกันนี่นา”
“ถูกต้อง ถูกต้อง”
“เอ่อ... ไม่ทราบว่าท่านเจียงมาพบข้าด้วยเรื่องใด?”
