กองทหารช่างสามพันนายเดินทางไปพร้อมกับทหารม้าสอดแนม พวกเขามีหน้าที่ซ่อมแซมทางลาดบนพื้นดิน
หากความลาดชันเหมาะสม เพื่อให้รถศึกพุ่งโจมตีได้สะดวก ก็ต้องโค่นต้นไม้ เคลื่อนย้ายก้อนหิน ทั้งยังต้องถมหลุมบ่อ
ทางลาดยาวที่กินพื้นที่กว้างขวางเช่นนี้ แม้แต่กองทหารช่างสามพันนายก็ยังมีงานให้ทำไม่น้อย
กองลำเลียงเสบียงเคลื่อนพลอย่างเชื่องช้า กว่าจะมาถึงตำบลป้านพัว ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
หลินเฟิงอาศัยข้อมูลที่ทหารม้าสอดแนมรายงาน เลือกพื้นที่ราบสักหน่อยเป็นที่ตั้งค่าย แล้วสั่งให้ทหารสามหมื่นนายตั้งค่ายพักแรม
หลินเฉี่ยวเม่ยยกหม้อใบหนึ่งเข้ามาในกระโจมบัญชาการของหลินเฟิง
“พี่ชาย ข้าตุ๋นน้ำแกงเนื้อมาให้หม้อหนึ่ง ลองชิมดูสิ”
“อ้อ เนื้อจากที่ใดหรือ?”
“ข้าออกไปล่ามาแถวเชิงเขามีหมูป่าปรากฏตัว ตัวหนึ่งไม่รู้จักระวัง เลยถูกข้าตุ๋นเสียแล้ว”
หลินเฟิงหัวเราะ “ฮ่า ไม่เลว มีเนื้อแล้วยังนึกถึงพี่ชายด้วย เฉิงเหลียง ไปเอาสุรามาสักหน่อย”
หลินเฉี่ยวเม่ยถลึงตา “ยามไม่มีเนื้อ ข้าก็นึกถึงพี่ชายเหมือนกัน”
เฉิงเหลียงรีบไปหยิบถุงสุรา
หลินเฟิงยื่นจมูกไปดมเนื้อหมูป่าในหม้อ
“อืม หอมยิ่งนัก”
“เนื้ออยู่ที่ใด? เนื้ออยู่ที่ใด?”
จ้าวซั่วได้กลิ่นหอมก็พรวดพราดเข้ามา ดวงตาคู่หนึ่งกวาดมองไปทั่ว
หลินเฉี่ยวเม่ยโบกมือ “ไม่มีส่วนของเจ้า อย่ามาแย่งกินเนื้อ หมูตัวผอมเพียงนั้น แบ่งให้เจ้าไม่ถึงหรอก”
“เฮ้ย ท่านแม่ทัพน้อยหลิน เจ้าทำเช่นนี้ไม่ถูกนะ พวกเราล้วนเป็นสหายร่วมงาน ไยต้องทำห่างเหินกันถึงเพียงนี้ ดังคำกล่าวว่า เมื่อมีสุขก็ต้องร่วมเสพมิใช่หรือ?”
จ้าวซั่วไม่เกรงใจ นั่งแหมะลงข้างหม้อแล้วยื่นมือไปคว้าเนื้อ
