อ๋องฝูชี้นิ้วไปทางเหมียวฉางเฟิง
“พี่ใหญ่เหมียวไม่ต้องริษยา ศึกครั้งนี้เป็นกุญแจสำคัญที่ปูทางให้ข้าเข้านครหลวง เมื่อกำจัดกองทัพเจิ้นซีได้แล้ว เบื้องหน้าของพวกเราย่อมราบรื่น”
อ๋องฝูกล่าวพลางกวาดมือชี้ไปรอบผู้คน
“พวกเจ้าล้วนเป็นขุนนางผู้มีคุณูปการต่อการสถาปนาแคว้น เป็นเสาหลักของบ้านเมือง ฮ่า ๆ ๆ...”
“ฮ่า ๆ ๆ...”
เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วโถง
ทันใดนั้น ทหารนายหนึ่งก็วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว พลางตะโกนเสียงดัง
“รายงาน... ท่านอ๋อง นอกเมืองมีทหารกองทัพผ้าโพกหัวดำที่แตกพ่ายหนีมา หลังสอบถามแล้ว สถานการณ์ศึกเบื้องหน้า... พ่ายแพ้แล้ว”
อ๋องฝูยังคงถือจอกสุราอยู่ในมือ ได้แต่จ้องมองทหารที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างเหม่อลอย
ภายในโถงใหญ่เงียบกริบไปชั่วขณะ
เหมียวฉางเฟิงตอบสนองว่องไว ลุกขึ้นก้าวไปข้างหน้า แล้วเตะทหารผู้มารายงานจนกระเด็นออกไป
“บัดซบ! เป็นแค่ทหารหนีทัพที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า เจ้าก็เชื่อแล้วหรือ ใครสั่งสอนเจ้าเช่นนี้ ไสหัวออกไปสืบข่าวมาอีก!”
ทหารนายนั้นรีบคลานลุกลี้ลุกลนออกไป
มือของอ๋องฝูสั่นเล็กน้อย สุราในจอกที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งกระเพื่อมเป็นวงระลอกตามไปด้วย
หลานอวี่เห็นท่าทีอ๋องฝูไม่สู้ดี จึงรีบก้าวเข้าไปปลอบ
“ท่านอ๋อง เรามีกองทหารชั้นยอดหนึ่งแสนนาย เผชิญหน้ากับข้าศึกห้าหมื่นกลางทุ่งโล่ง คิดอย่างไรก็ไม่มีทางพ่ายแพ้ ข่าวศึกคงถูกแต่งขึ้นเป็นแน่”
ลูกตาของอ๋องฝูขยับ ก่อนเหลือบมองเขา
“ไปตรวจสอบสถานการณ์ให้แน่ชัด ห้ามตกหล่นแม้แต่น้อย”
หลานอวี่ประสานมือ “ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้ ท่านอ๋องโปรดรอฟังข่าวชัยชนะอย่างสบายพระทัยเถิด”
