“วางใจเถิด ข้าส่งข่าวไปแล้ว พรุ่งนี้พวกเขาก็จะกลับบ้านเอง”
“แท้จริงแล้วเจ้าเป็นผู้ใด?”
สตรีผู้นั้นสวมชุดดำ คลุมทับด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่ ทั้งยังใช้ผ้าดำปิดบังใบหน้า ทำให้หลินเฟิงจำไม่ได้ในทันที
สุ้มเสียงฟังดูคุ้นหูอยู่บ้าง ทว่านางจงใจเปลี่ยนเสียง
สตรีผู้นั้นโบกมือ คนชุดดำเจ็ดแปดคนรอบด้านก็พลันหลบเร้นเข้าไปในเงามืด
นางก้าวมาหยุดตรงหน้าหลินเฟิง ดวงตาดำขลับสุกสกาวคู่นั้นสะท้อนแสงดาว เปล่งประกายดุจอัญมณี
หลินเฟิงโน้มตัวเข้าไปมองใกล้ ๆ พลันชะงักไปในใจ
“จ้าวเทียนอวี๋?”
จ้าวเทียนอวี๋ยิ้ม “นับว่าเจ้ายังมีมโนธรรม ไม่ลืมข้า”
คราวนี้หลินเฟิงจึงกระจ่างขึ้นมาบ้าง ที่จ้าวเทียนอวี๋ดูแคลนพี่น้องจ้าวเจิ้นกับจ้าวเจิง ก็พอเข้าใจได้
หากเป็นผู้อื่น คงฟังดูเหลวไหลอยู่บ้าง
มีเพียงจ้าวเทียนอวี๋ องค์หญิงใหญ่ผู้กุมอำนาจทั่วราชสำนัก ทั้งยังมีอิทธิพลในยุทธภพ เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ จึงจะกระทำการเช่นนี้ได้
หลินเฟิงยิ้มขื่น “เจ้ามาหาข้าตรง ๆ ก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องทำให้บรรยากาศขุ่นเคืองถึงเพียงนี้”
จ้าวเทียนอวี๋มีสีหน้าเศร้าหมอง
“ก็เพราะกลัวเจ้าไม่ยอมอย่างไรเล่า ส่วนหลินโชว ข้าปฏิบัติต่อนางด้วยมารยาทมาโดยตลอด เจ้าไม่ต้องกังวล”
นางเว้นช่วงเล็กน้อย “ราชสำนักต้าจงถูกพวกเขาทำเสียจนเป็นเช่นนี้ ทุกคนคิดแต่จะชิงบัลลังก์ตัวนั้น เคยมีผู้ใดนึกถึงราษฎรบ้าง”
หลินเฟิงพลันมองนางแล้วยิ้ม “ข้าคิดว่าผู้ที่เหมาะจะเป็นจักรพรรดิแห่งต้าจงที่สุด ก็คือเจ้า”
จ้าวเทียนอวี๋โบกมือ “พูดเล่นแล้ว ราชวงศ์แต่ละยุคสมัย จะมีสตรีใดขึ้นเป็นจักรพรรดิได้เล่า หากเป็นเช่นนั้นมิทำให้ธรรมเนียมบ้านเมืองปั่นป่วนหรือ”
