หลินเฟิงขมวดคิ้ว “คนของข้าไม่มีทางฝ่าฝืนคำสั่ง หากมีคนมา ย่อมไม่ใช่พวกเดียวกับข้าเป็นแน่”
สิ้นเสียงเขา ก็มีคนเอ่ยขึ้น
“พวกเจ้าสองคนช่างพูดจาโอหังนัก ถึงกับหารือกันเรื่องจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่กลับไม่เห็นเหล่าวีรชนทั่วหล้าอยู่ในสายตา”
พร้อมกับเสียงนั้น บุรุษวัยกลางคนแต่งกายคล้ายนักพรตผู้หนึ่งก็เดินออกมา
เขาคือเฟิงกู่จื่อ
จากนั้นไม่นาน หนานกัวเซิ่งก็เดินออกมาจากอีกทิศทางหนึ่ง
ทั้งสองติดตามกองม้าของหลินเฟิงมาตลอดทาง ไม่รู้ว่าใช้เพียงสองขาวิ่งแซงพาหนะสี่ขาได้อย่างไร
ท้ายที่สุดยังตามมาถึงบนภูเขาได้อีก
สตรีบนหลังคาหัวเราะ “หรือพวกท่านที่ออกบวชแล้วก็คิดจะเป็นฮ่องเต้ด้วย?”
เฟิงกู่จื่อแค่นเสียงเย็น “พวกเราไม่คิดเป็นฮ่องเต้ แต่คนผู้นี้ต้องไปกับพวกเราสักเที่ยว”
เขายังคงคิดพาหลินเฟิงกลับไปส่งงานให้สำเร็จ ในที่สุดก็รอจนหลินเฟิงอยู่ตามลำพัง
หลินเฟิงถอนใจ ชีวิตตนมีเรื่องให้จัดการไม่รู้จบจริง ๆ
“พวกท่านสองคนอย่าเข้ามายุ่งได้หรือไม่ ข้าพูดชัดเจนแล้ว พระสงฆ์ชุดแดงในวัดซีเก๋อล้วนถูกข้าหลินเฟิงสังหาร ต้องให้ข้าทำหนังสือรับรองหรือไม่?”
เฟิงกู่จื่อถาม “แล้วเจ้าสังกัดสำนักใด?”
“ข้าไม่มีสำนัก หากท่านยืนกรานจะให้ข้าแต่งเรื่องขึ้นมาสักสำนักหรือ?”
เฟิงกู่จื่อส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ เคล็ดวิชาภายในของเจ้าย่อมสืบทอดมาจากสำนักเต๋า หากไร้อาจารย์ถ่ายทอด ย่อมไม่มีทางมีพลังแท้เช่นนี้”
หลินเฟิงจนปัญญา จึงหันไปพูดกับสตรีบนหลังคา
“หากเจ้าช่วยข้าจัดการสองคนนี้ ข้าก็จะรับปากช่วยกอบกู้ราษฎรต้าจง เป็นอย่างไร?”
“คำพูดของเจ้าเป็นความจริงหรือ?”
