“ข้าน้อยย่อมเชื่อท่าน เพียงแต่ไม่ทราบสถานการณ์ที่แน่ชัด จึงไม่กล้าด่วนสรุป เอาเป็นว่ามาดื่มสุรากับท่านเถิด จะให้ฝานโหรวร่ายรำสักเพลงหรือไม่?”
จ้าวรุ่ยถูกนางชักนำจนเคลิบเคลิ้ม ยกมือโบกกล่าวว่า
“ให้พวกนางออกไปให้หมด วันนี้ข้าจะพูดคุยเรื่องนี้กับเจ้าให้กระจ่าง”
หลิ่วซูเสวี่ยไม่ปฏิเสธ นางหันไปส่งสัญญาณให้สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติถอยออกไป
“ท่านถ่งหลิ่ง สิ่งที่กล่าวกันวันนี้ล้วนเป็นคำพูดหลังดื่มสุรา อย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจัง ยามนี้ไม่มีผู้อื่นอยู่ ท่านจงกล่าวออกมาให้หมดเถิด มีโอกาสสำเร็จกี่ส่วน?”
จ้าวรุ่ยพยักหน้า “อืม มีโอกาสครึ่งต่อครึ่ง กองทัพยังอยู่ในมือข้า ทั้งนครหลวง รวมถึงเขตพระราชฐานชั้นในของวังหลวง ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า วันนี้ข้าไปเยี่ยมเสด็จพ่อมาแล้ว พระองค์ตรัสไม่ได้แม้แต่คำเดียว ทั้งยังมิได้ทิ้งคำสั่งใดไว้ ดังนั้น...”
“ดังนั้นท่านจึงคิดว่ายังมีโอกาสหรือ?”
“หรือมิใช่เช่นนั้น?”
หลิ่วซูเสวี่ยส่ายหน้า “องค์รัชทายาทผ่านศึกสงครามมาหลายปี จะจัดการได้ง่ายดายเพียงนั้นหรือเพคะ”
จ้าวรุ่ยโบกมือ “ยังไม่ต้องพูดถึงความซับซ้อนของเขา เอาแค่เรื่องเสด็จพ่อก็เถิด พระองค์เคยตรัสหลายครั้งว่าจะปลดเขาจากตำแหน่งองค์รัชทายาท เรื่องนี้มีคนในวังหลวงไม่น้อยที่รู้”
“รู้แล้วจะเป็นอย่างไรเล่า หากยังมิได้ปลดองค์รัชทายาทจริง ก็ถือว่าไม่มีผล อีกทั้งฝ่าบาทมิได้ทิ้งคำสั่งใดไว้ ยิ่งเป็นผลเสียต่อท่าน ขุนนางในราชสำนักยังคงยอมรับเพียงองค์รัชทายาท”
หลิ่วซูเสวี่ยนับนิ้ววิเคราะห์ให้เขาฟัง
จ้าวรุ่ยดื่มจนตาแดงก่ำ เมื่อได้ยินคำพูดของหลิ่วซูเสวี่ย ก็จ้องนางเขม็งอย่างดุดัน
