นอกจากข้าแล้ว ก็ไม่มีใครอีก
ซีเหนียงส่ายหน้าอย่างหนักแน่น
ฉวี่ปู้เฉินส่ายหน้าตาม “จะเป็นไปได้อย่างไรที่มีสตรีกับเด็กเข้ามา”
หลินเฟิงวาดวงกลมลงบนพื้นเรือ “ห้ามผู้ใดก้าวเข้ามาในบริเวณนี้ ให้เจ้าหน้าที่บนเรือมาคัดลอกรอยเท้านี้ไว้”
หลินเฟิงวางกลอนลง แล้วเดินไปตามห้องเรือ พลางสังเกตไปด้วย
เขาจำได้ว่าท้ายห้องเรือยังมีช่องสำหรับส่งคำสั่งอยู่ช่องหนึ่ง ขนาดกว้างหนึ่งฉื่อ
หากเป็นบุรุษร่างผอมสักคน ยังพอจะมุดเข้าออกได้
แต่คนงานเรือเหล่านี้ล้วนกำยำ โครงกระดูกใหญ่ ต่อให้เป็นช่องหน้าต่างที่อยู่สูงจากพื้นเกือบหนึ่งจั้ง ก็ไม่อาจเข้าออกได้เลย
หลินเฟิงสำรวจห้องเรือเสร็จ ก็เดินมาถึงท้ายเรือ แล้วยื่นหน้าไปมองห้องบังคับหางเสือ
“ใครพักอยู่ในนี้?”
หลินเฟิงสังเกตเห็นร่องรอยของคนพักอาศัยอยู่ในห้องบังคับหางเสือ
ฉวี่ปู้เฉิน หัวหน้าคนงานเรือ เดินตามซีเหนียงอยู่ด้านหลัง พอได้ยินคำถามก็รีบก้าวขึ้นมา
“แม่ทัพใหญ่ คนใบ้พักอยู่ที่นี่”
“คนใบ้?”
ฉวี่ปู้เฉินหันกลับไปกวาดตามอง ก่อนยกมือชี้คนผู้หนึ่ง
“ไป เรียกคนใบ้มาที่นี่”
มีคนวิ่งออกไป ฉวี่ปู้เฉินจึงอธิบายว่า
“แม่ทัพใหญ่ ข้าช่วยคนใบ้ขึ้นมาจากแม่น้ำ บ้านของเขาถูกกองทัพกบฏเผา เขาเองก็ถูกไฟคลอกบาดเจ็บสาหัส ใบหน้าเสียโฉม ทั้งลำคอกับหูก็ถูกไฟเผาจนเสียหาย”
หลินเฟิงเงยหน้ามองซีเหนียง เห็นนางพยักหน้าเบา ๆ เป็นนัยว่าตรวจสอบคนผู้นี้แล้ว
“บ้านเดิมของคนผู้นี้อยู่ที่ใด?”
ซีเหนียงส่ายหน้า “เขาพูดไม่ได้ เขียนก็ไม่ได้ ทำได้เพียงส่งสัญญาณด้วยมือ แต่ไม่มีผู้ใดเข้าใจ”
