จี้เหลียนเฮ่อฝืนลืมตาขึ้น ริมฝีปากสั่นระริก
“ที่แท้ก็เป็นถ่งหลิ่งเจี่ย ท่านคิดว่าราชสำนักกำลังขอยืมเสบียงหรือ?”
“ท่านไม่เชื่อคำขององค์รัชทายาท แล้วจะให้เชื่อผู้ใด?”
“ข้าอายุหกสิบแปดปีแล้ว เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกว่ามีเรื่องที่ต้องให้ยืมอย่างไม่มีทางเลือกอย่างนี้อย่างนั้นหรือ เสบียงในบ้านข้าเอง ข้าไม่ให้ยืมได้หรือไม่?”
“แต่ท่านจี้ หากกองทัพหลวงต้าเจิ้งไม่มีข้าวกิน ใครจะรับประกันความปลอดภัยของพวกท่าน? เมื่อรังพัง ไข่ย่อมไม่เหลือ ท่านเป็นขุนนางขั้นสามแล้วกระมัง หากต้าเจิ้งล่มสลาย ท่านยังจะไปเป็นขุนนางใหญ่ขั้นสามที่ใดได้อีก?”
“หึ ๆ ข้าคิดจะวางมือกลับบ้านเกิดมานานแล้ว ไม่เป็นขุนนางก็ช่างปะไร มิสู้ลาออกจากตำแหน่งเสีย ราชสำนักยังจะขอยืมเสบียงจากข้าอีกหรือไม่?”
ใบหน้าจี้เหลียนเฮ่อเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
เจี่ยเจียงจั่วกลับหัวเราะเย็นชา “อย่างไรเล่า ท่านรับเงินเดือนจากราชสำนักมาจนพอแล้ว ครั้นแผ่นดินมีภัยกลับคิดปลีกตัวเอาตัวรอด ประโยชน์ทั้งสองทางล้วนตกอยู่กับท่านหมด ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ?”
“ฮึ ๆ ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ต้าเจิ้งมาตลอดชีวิต เป็นผู้ใดกันที่ช่วยจ้าวเจิงขึ้นครองบัลลังก์? ไปเชิญฝ่าบาทออกมาตรัสเถิด ขอเพียงฝ่าบาทมีพระดำรัส ไม่ต้องพูดถึงการยืมเสบียง ต่อให้จะเอาเสบียงไป ข้าก็ไม่มีคำโต้แย้ง”
จี้เหลียนเฮ่อมีสีหน้าดื้อรั้น
“อย่างไรเล่า คำขององค์รัชทายาทใช้ไม่ได้หรือ?”
เจี่ยเจียงจั่วเอ่ยข่มขู่ด้วยสีหน้าเย็นชา
“ฝ่าบาทประชวรหนัก องค์รัชทายาทกุมอำนาจปกครอง ลองดูสิว่าหลายวันมานี้ต้าเจิ้งถูกทำให้กลายเป็นเช่นไร ยังบังคับขอยืมเสบียงอีก พระองค์ปฏิบัติต่อขุนนางและราษฎรเช่นนี้หรือ ยังมียางอายอยู่หรือไม่?”
