เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่โดยรอบอย่างเทียนจื่อ ซ่างหลิน และถงเซิ่ง เมืองหลินตูมีทั้งกำแพงสูงหนาและคูเมืองที่ลึกกว้างกว่ามาก
นับเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดรองจากนครหลวงต้าจงและเมืองลั่วเฉิงแห่งต้าเจิ้ง กำแพงเมืองสูงหนา ป้องกันง่ายแต่โจมตียาก
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเตรียมการมาหลายวัน กำแพงเมืองก็ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งขึ้นอีก คูเมืองก็ขุดลอกใหม่จนสะอาดสะอ้าน เสบียงและยุทโธปกรณ์ภายในเมืองครบครัน ทหารสามหมื่นนายผ่านการฝึกฝนมานาน นอกเหนือจากเรื่องขวัญกำลังใจแล้ว ด้านอื่น ๆ ล้วนไม่ด้อยไปกว่าทหารองครักษ์หลวงแห่งต้าจงนัก
ทางตะวันออกของอำเภอลั่วหลิน ห่างออกไปไม่ถึง 300 ลี้ คือเมืองลั่วซี มีองค์รัชทายาทจ้าวเจียนแห่งต้าเจิ้งนำทหารรักษาพระองค์สองหมื่นนายประจำการอยู่ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ก็สามารถยกกำลังมาช่วยเมืองหลินตูได้ภายในสองวัน
ฮ่องเต้ต้าเจิ้งจ้าวเจิงมีรับสั่งแล้วว่า ทหารสามหมื่นนายของแม่ทัพใหญ่จิ่งเจาเหิงประจำเมืองจิงตง และกองทัพผ้าโพกหัวดำหนึ่งหมื่นหกพันนายของแม่ทัพใหญ่ชิวเจี้ยประจำเมืองหย่งหนิง พร้อมเปิดฉากโจมตีเมืองรักษาการณ์นครหลวงได้ทุกเมื่อ เพื่อก่อกวนและดึงกำลังทหารองครักษ์หลวงไม่ให้เข้าจู่โจมเมืองหลินตู
กองทัพทั้งสองฝ่ายเข้าสู่ภาวะพร้อมปะทะ เพียงรอชนวนปะทุ
ทุกคนต่างเฝ้าสังเกตการณ์ หากกองทัพหกหมื่นนายของหลินเฟิงโจมตีเมืองหลินตูจนการศึกยืดเยื้อ จ้าวเจิงก็จะเปิดฉากโจมตีนครหลวง
เพื่อให้หลินเฟิงพะวงหน้าพะวงหลัง ไม่อาจทุ่มกำลังยึดเมืองหลินตูได้อย่างเต็มที่
สามวันต่อมา กองทัพสองหมื่นนายของหลินเฟิงก็มาตั้งค่ายห่างจากเมืองหลินตูไม่ถึงห้าลี้
ค่ายของเขาตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหลินตู ส่วนกองทัพหนึ่งหมื่นนายของจางฉางโหย่เปลี่ยนเส้นทางไปตั้งค่ายทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง
