ทหารม้าศึกกลุ่มหนึ่งราวสามสิบกว่านายควบม้าพุ่งออกจากช่องประตูเมือง ด้านหลังยังมีทหารถือทวนติดตามมาอีกกว่าร้อยนาย
แม่ทัพผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มทหารม้าศึกบังคับม้าหยุดตรงหน้าชาวบ้านที่กำลังต่อแถวเข้าเมือง สายตากวาดมองจากต้นแถวไปจนถึงท้ายแถวอย่างเชื่องช้า
เมื่อสายตาของเขามาถึงหลินเฟิงก็หยุดชะงัก
ครู่หนึ่ง แม่ทัพผู้นั้นก็ควบม้ามาหาหลินเฟิงกับจี๋เฟิงสิง กระโดดลงจากหลังม้า ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว แล้วประสานมือคารวะหลินเฟิง
“ท่านคือถ่งหลิ่งมู่ชวนใช่หรือไม่?”
จี๋เฟิงสิงเคยได้ยินหลินเฟิงกล่าวว่า เมื่ออยู่บนแผ่นดินต้าเจิ้ง เขาใช้นามแฝงว่ามู่ชวน และเป็นฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์ประจำจวนอัครมหาเสนาบดี
ดังนั้นเมื่อได้ยินแม่ทัพเอ่ยถาม เขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจ
หลินเฟิงมองแม่ทัพผู้นั้น ไม่รู้จักอีกฝ่าย จึงขมวดคิ้วแล้วพยักหน้า
“ข้าคือมู่ชวน ไม่ทราบว่าท่านคือ...”
แม่ทัพผู้นั้นถอนหายใจโล่งอก “ข้าน้อยจงเซียนฉี แม่ทัพองครักษ์ประจำกองทหารเมืองจิงตง ขอคารวะแม่ทัพมู่”
“ที่แท้คือแม่ทัพจง ไม่ทราบว่ามีธุระใด?”
จงเซียนฉีเผยรอยยิ้มประจบ “แม่ทัพมู่อาจยังไม่ทราบ บัดนี้ทัพหลวงต้าเจิ้งกำลังตามหาท่านไปทั่ว มีข่าวว่าท่านหนีรอดออกมาจากเมืองฟู่อันที่ถูกโจรสลัดยึดครองได้อย่างปลอดภัย จนกลายเป็นแม่ทัพผู้เลื่องลือของทัพหลวงต้าเจิ้งไปแล้ว”
หลินเฟิงถามอย่างสงสัย “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะมาที่นี่?”
“เอ่อ...เรียนแม่ทัพมู่ ข่าวส่งมาจากเมืองประจำแคว้นลั่วซี”
หลินเฟิงชะงัก ก่อนจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุในทันที
คราวนั้นที่ท่าน้ำแม่น้ำหลิง เขาเคยบอกชื่อกับคุณชายเสเพลสองคน คือสวี่เซียวกับสหายของเขา คงเป็นสองคนนั้นที่กลับเข้าเมืองไปแล้วแจ้งข่าวว่าเขาปรากฏตัวในลั่วซี
เดิมทีหลินเฟิงก็ไม่ได้คิดปิดบังร่องรอย หลังหนีออกจากเมืองฟู่อัน เขาตั้งใจกลับเมืองจิงตง ฟื้นคืนสถานะฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์ประจำจวนอัครมหาเสนาบดี จากนั้นจึงฝากสำนักคุ้มกันหงเซิ่งขนส่งสมบัติ
