เย่ไห่ซานกลับมิได้ใส่ใจ สีหน้ายังคงเคร่งขรึม
“ด้วยความสามารถของข้า แม้ไร้หวังบรรลุความเป็นอมตะ ทว่ามู่ชวน เจ้าแตกต่างออกไป ทั้งยังเยาว์วัย แต่กลับมีพรสวรรค์พิเศษที่มิอาจหยั่งวัดได้ หนทางเบื้องหน้าของเจ้าต้องราบรื่น สุดท้ายย่อมบรรลุวิถีแห่งความเป็นอมตะ”
หลินเฟิงส่ายหน้าช้า ๆ “ท่านอาจารย์ ข้าไม่อยากเป็นอมตะ”
คราวนี้เย่ไห่ซานประหลาดใจ
“เพราะเหตุใดเล่า?”
“ข้าเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระสักหลายสิบปี มนุษย์ย่อมมีวันตาย นี่ก็สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ แทนที่จะหมกตัวอยู่ในหุบเขาอย่างหดหู่ มิสู้เปล่งประกายในโลกหล้า”
ถ้อยคำของเขาฟังสุภาพ ทว่าแท้จริงหมายความว่า พวกท่านหมกตัวอยู่ในหุบเขาลึกไปชั่วชีวิต ต่อให้เป็นอมตะแล้วจะมีความหมายอันใด
เย่ไห่ซานครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว เขามีชีวิตมาหลายสิบปี ไม่เคยพบเจอความคิดเช่นนี้มาก่อน จึงไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไรในชั่วขณะ
หรงหรงเห็นอาจารย์ไม่พูด จึงรีบกล่าวขึ้น
“มู่ชวน เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้บำเพ็ญตนอย่างพวกเราอยู่เหนือผู้คนในโลกีย์ขั้นหนึ่ง ต่อให้ชีวิตรุ่งโรจน์เพียงใด ก็เทียบกับมหาวิถีแห่งความเป็นอมตะไม่ได้”
หลินเฟิงไม่คิดถกเถียงกับพวกเขา เขานิ่งคิดเล็กน้อย
“เช่นนี้เถิด หากเจ้าสามารถเชิญผู้ที่บรรลุความเป็นอมตะแล้วสักคนมาพบพวกเราได้ ข้าก็จะยอมเชื่อ”
เย่ไห่ซานบำเพ็ญเพียรอยู่ในหุบเขาเกือบตลอดชีวิต แทบไม่เคยลงเขาไปท่องโลกีย์ จึงไม่อาจกล่าวส่งเดช
แต่หรงหรงต่างออกไป หลายครั้งเขาลงเขาแทนอาจารย์เพื่อจัดการธุระทางโลก จึงรู้ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของโลกีย์อยู่ไม่น้อย
“มู่ชวน หากอยากพบเหล่าบรรพชนผู้บรรลุมหาวิถีแห่งความเป็นอมตะ แม้จะยากยิ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
