ในใจเขาปักใจเชื่อไปแล้วว่า บิดาบุตรสกุลจ้าวเจียนมาที่นี่เพื่อยึดทรัพย์สิน จะกล่าวถุงแพรอะไรนั่น ก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น
เมื่อเห็นทรัพย์สมบัติเงินทอง ผ้าแพรและหยกในบ้านถูกคนกวาดไปจนหมดสิ้น
แม้จ้าวเจียนมิได้มีจุดประสงค์เพื่อยึดทรัพย์ ทว่าผู้คุ้มกันใต้บังคับบัญชาจะมาเสียเที่ยวได้อย่างไร พวกเขาฉวยหยิบของที่ซุกซ่อนไว้ไปตามใจ จนตระกูลเหมียวถูกขุดรีดจนเกลี้ยง
ทรัพย์สินที่เขาสะสมมาหลายปี กลับกลายเป็นคนยากจนในชั่วข้ามคืน
เหมียวฉางเฟิงสิ้นหวังในตัวจ้าวเจิงอย่างสิ้นเชิง มองฮูหยินและบุตรของตนที่สั่นเทาอยู่ท่ามกลางสายลม ทั้งยังไม่รู้จะทำเช่นไร
เหมียวฉางเฟิงเป็นเสาหลักของครอบครัว ยามนี้มิใช่เวลามานั่งเศร้าโศก
“พอแล้ว ไม่มีอะไรใหญ่โตนัก ข้ายังเป็นใหญ่ในยุทธภพอยู่ ไม่ต้องกลัวว่าจะตั้งตัวขึ้นมาใหม่ไม่ได้ ทุกคนยืดอกให้ตรง เก็บข้าวของแล้วกลับเข้าห้องไปพักผ่อน”
เหมียวฉางเฟิงตะโกนปลุกขวัญคนในครอบครัว ทั้งยังเรียกความกล้าให้ตนเอง
เขาคิดไว้แล้วว่าคงอยู่ในราชวงศ์ต้าเจิ้งต่อไปไม่ได้ ครานี้พวกเขายึดทรัพย์สิน คราหน้าบิดาบุตรคู่นั้นไม่รู้จะคิดทำสิ่งใดอีก ชีวิตของเขาเกรงว่าจะรักษาไว้ไม่ได้
สู้ไปพึ่งพาแปดเมืองเจิ้นซี ที่นั่นแม้ถูกกองทัพเจิ้นซีควบคุมอย่างเข้มงวด ทว่ายังมีพื้นที่ให้จอมยุทธ์ในยุทธภพดำรงชีวิต
ด้วยฐานะของเขาในยุทธภพ อย่างไรก็ยังหาที่เลี้ยงชีพอย่างสมเกียรติได้
จ้าวเจียนยึดทรัพย์สินทั้งหมดของเหมียวฉางเฟิงกลับไปยังวังหลวง หลังตรวจค้นสิ่งของทุกชิ้นแล้ว เขาก็นำของที่เห็นว่าน่าสงสัยไปให้จ้าวเจิงผู้เป็นพระบิดาดู
มีคนประคองจ้าวเจิงไว้ ขณะทอดพระเนตรสิ่งของที่วางกระจายอยู่บนพื้น
จ้าวเจียนจับสังเกตสีหน้าพระบิดาอย่างกระวนกระวาย ไม่รู้ว่าถุงแพรอยู่ในกองสิ่งของเหล่านี้หรือไม่
