ทหารม้าศึก 2,000 นายลงจากหลังม้าพร้อมกันตามคำสั่ง แต่แถวทัพยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย
มีเพียงทหารม้าสองสามนายที่นำหน้า ซึ่งควบม้ามุ่งมายังสะพานชัก
ฉินฟางก็เดินลงมาจากกำแพงเมืองเช่นกัน คนทั้งสองฝ่ายมาพบกันใต้ประตูเมือง
อีกฝ่ายเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ อายุราวสามสิบกว่า ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครารุงรัง สีหน้าเคร่งขรึม ดูองอาจน่าเกรงขาม
ฉินฟางยิ้มกล่าวว่า “แม่ทัพเหรินตัวจิ้นจงอุตส่าห์เดินทางมาไกล เชิญไปดื่มชาที่จวนข้าสักถ้วยเถิด”
ความหมายของเขาคือ เมื่ออีกฝ่ายมิได้มีเจตนาร้าย ก็เชิญไปยังที่บัญชาการของตนเพื่อพูดคุยถึงจุดประสงค์
กล่าวจบ เขาก็ไม่รอให้เหรินตัวจิ้นจงตอบ เพียงยกมือผายไปยังทิศทางหนึ่ง แล้วหันหลังเดินนำไปยังที่บัญชาการของตน
เหรินตัวจิ้นจงพาทหารคุ้มกันมาสี่นาย แต่กลับหยุดม้าอยู่หน้าประตูเมือง มิได้ตามฉินฟางไป
“แม่ทัพฉิน โปรดหยุดก่อน”
ฉินฟางชะงัก หันกลับมามองเหรินตัวจิ้นจงอย่างฉงน
เหรินตัวจิ้นจงมิได้ลงจากหลังม้า เพียงยกมือส่งสัญญาณ
ทหารคุ้มกันคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังหยิบม้วนราชโองการลงจากอานม้า กระโดดลงจากหลังม้าแล้วก้าวฉับ ๆ มาหาฉินฟาง
เขาถือม้วนราชโองการด้วยมือข้างเดียว ยื่นไปเบื้องหน้าโดยไม่พูดสักคำ ได้แต่จ้องฉินฟางเขม็ง
ทหารคุ้มกันสองคนที่อยู่หน้าฉินฟางเตรียมก้าวออกมาขวางทหารของเหรินตัวจิ้นจง แล้วเอื้อมมือไปหยิบม้วนราชโองการ
ใครจะรู้ว่าทหารคุ้มกันของเหรินตัวจิ้นจงกลับชักมือหนี ทำให้ทหารของฉินฟางคว้าได้เพียงอากาศ
เหรินตัวจิ้นจงจึงเอ่ยขึ้นจากบนหลังม้า
“แม่ทัพฉิน นี่คือพระบัญชาของอ๋องเชียนแห่งข้า ขอแม่ทัพฉินรับด้วยตนเอง จึงจะแสดงถึงความเคารพและความจริงใจ”
เขาพูดภาษาต้าจงได้ไม่คล่องนัก ทว่าคนที่อยู่ ณ ที่นั้นล้วนฟังเข้าใจ
