ในเวลาเดียวกัน ทหารม้าสอดแนมนอกเมืองก็เร่งส่งสารด่วนระยะทาง 800 ลี้ไปยังหัวหน้าทหารรักษาการณ์เมืองจิงตง กำชับให้รักษาเมืองไว้ให้มั่นจนกว่ากองหนุนจะมาถึง
ภายในนครหลวงต้าเจิ้งก็ได้รับข่าวด่วนเช่นกัน กองทัพโจรสลัดกำลังรุกประชิดเมืองจิงตง
ชั่วพริบตา ราชสำนักต้าเจิ้งก็ปั่นป่วนไปทั่ว
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊เพิ่งเลิกประชุมราชสำนัก ต่างก็เบียดเสียดกันอยู่หน้าประตูวังหลวงอีกครั้ง เพื่อรอให้ฝ่าบาทเรียกเข้าเฝ้า
จักรพรรดิจ้าวเจิงเปลี่ยนเป็นชุดลำลองหลังเลิกประชุมราชสำนัก ชำระล้างร่างกายเรียบร้อยแล้ว จึงยกถ้วยชาขึ้นจิบ
ยามนั้นมีขันทีผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ฝ่าบาท นอกวังมีขุนนางมาชุมนุมกันมากมาย ต้องการเข้าเฝ้าฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเจิงชะงักไป ก่อนขมวดคิ้วถาม
“พวกเขาแจ้งหรือไม่ว่ามีเรื่องใด”
ขันทีไม่กล้ากล่าว เขาหมอบอยู่กับพื้น ลังเลอยู่นาน
“เจ้ากลายเป็นใบ้ไปแล้วหรือ”
จ้าวเจิงตวาดด้วยโทสะ ทำเอาขันทีผู้นั้นตัวสั่นงันงก
ก่อนเหล่าขุนนางจะเรียกร้องเข้าเฝ้า ข่าวศึกก็ส่งเข้ามาถึงขันทีใหญ่ในวังหลวงแล้ว ขันทีรับใช้หลายคนต่างรู้ข่าวว่าโจรสลัดประชิดใต้กำแพงเมืองจิงตง
ทว่าในช่วงสองวันที่ผ่านมา พระอารมณ์ของฝ่าบาทเพิ่งสงบลง ทั้งยังมีรอยแย้มสรวลให้เห็นเป็นครั้งคราว
ไม่มีผู้ใดกล้านำเรื่องนี้ขึ้นกราบทูล เพราะเกรงว่าหากฝ่าบาทกริ้วหนัก ขันทีคนแรกที่รายงานข่าวอาจถูกลากออกไปตีจนตาย เช่นนั้นคงน่าเวทนายิ่งนัก
ดังนั้นหัวหน้าขันทีรับใช้หลายคนจึงกำลังหารือกันว่าจะกราบทูลเรื่องนี้แก่ฝ่าบาทอย่างไร
ใครจะคิดว่าขุนนางนอกวังได้รับข่าวกันแล้ว ต่างพากันฮึกเหิมและเรียกร้องเข้าเฝ้าฝ่าบาทโดยพร้อมเพรียง
