หลินเฟิงโบกมือ “เจ้าเพียงซ่อนตัวอยู่ในที่ลับ เงินข้าจะไปหามาเอง ไม่ปล่อยให้เจ้าถูกทุบตีหรอก”
“เจ้าจะหาเงินมาอย่างไร?”
“ข้าไปขอยืมเงินจากพวกเขาสักหน่อยก็สิ้นเรื่อง”
“เจ้ารู้จักพวกเขาหรือ?”
“ไม่รู้จัก”
“ไม่รู้จักกัน แล้วพวกเขาจะให้เจ้ายืมเงินหรือ?”
หลินเฟิงถอนหายใจ “ถึงตอนนั้นข้าจ่ายให้เจ้าสิบตำลึงก็แล้วกัน ไยต้องถามมากความ”
หญิงคิ้วเข้มไม่ถามต่อ ทว่ากลับพึมพำกับตนเอง
“ขออย่าตกน้ำอีกก็พอ...”
หลินเฟิงเริ่มหงุดหงิด ภายในอกพลุ่งพล่านจนยากจะข่มไว้ เขาจ้องหญิงคิ้วเข้ม พลางอยากลงมือทำร้ายคนขึ้นมา
ชั่วพริบตาต่อมา เขาก็ทอดถอนใจ ตนกลายเป็นคนใจร้อนโกรธง่าย ทั้งยังซาบซึ้งใจได้ง่ายดาย ล้วนเป็นเพราะกระบี่หักแท้ ๆ
หญิงคิ้วเข้มถูกเขาจ้องจนตกใจ รีบหุบปากสนิท ไม่กล้าพึมพำอีก
นางเดินตามหลินเฟิงไปยังท่าเรืออย่างว่าง่าย เมื่อเขาบอกให้นางรออยู่ข้างทาง นางกลับไม่วางใจ หลินเฟิงต้องอยู่ในสายตาของนางจึงจะได้
ทั้งสองเดินเรียงกันไปถึงหน้ากระท่อมหลายหลังริมท่าเรือ
แสงตะเกียงส่องลอดออกมาจากในกระท่อม ด้านในมีเสียงคนดังอื้ออึง เสียงชามจานกระทบกันก็ดังกรุ๊งกริ๊งไม่ขาดสาย
อยู่ห่างออกไปไกล หลินเฟิงก็รู้แล้วว่ามีคนกำลังดื่มสุราเล่นพนันอยู่ในกระท่อม
ทั่วทั้งท่าเรือมีเพียงกระท่อมสามสี่หลังนี้เท่านั้น ภายนอกมืดมิด ไม่เห็นแม้แต่เงาคน
หลินเฟิงส่งสัญญาณให้หญิงคิ้วเข้มรออยู่ข้างนอก ก่อนเดินเข้าไปผลักประตู ภายใต้สายตาเหม่อลอยของนาง เขาก้าวเข้าไปอย่างองอาจ
ทันทีที่ประตูเปิด กลิ่นสุราคละคลุ้งกับกลิ่นเหม็นสาบก็ปะทะหน้าหลินเฟิง
