อีกสายหนึ่งคือกองทัพเจิ้นซีหนึ่งหมื่นนายของเฉิงเหลียง ซึ่งกำลังเดินทางกลับเมืองจิงเกา
ฉุยอิ๋งกับกงซานเผ่ารวมกำลังกับกองทัพของเซี่ยจ้งเป็นการชั่วคราว แล้วกลับเมืองจิงซีพร้อมกัน
เดิมทีกองทัพเจิ้นซีที่ประจำการอยู่ ณ เมืองซวิ่นมีทหารม้าหนึ่งหมื่นหกพันนาย
หลังผ่านศึกป้องกันเมืองและฝ่าวงล้อม สูญเสียกำลังพลไปกว่าสี่พันนาย ทำให้ฉุยอิ๋งและคนอื่น ๆ มีสีหน้าเคร่งขรึมยิ่ง
เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่า แนวทางการบัญชาการรบของหลินเฟิงยึดการลดความสูญเสียเป็นหลัก พยายามรักษาชีวิตของเหล่าทหารที่ออกรบให้มากที่สุด
การสูญเสียครั้งนี้หนักหนาสาหัสนัก แม้การเสียเมืองจะเป็นผลจากคำสั่งให้ถอนกำลัง แต่ระหว่างตั้งรับและฝ่าวงล้อมกลับต้องสูญเสียชีวิตทหารไปมากเกินไป
ฉุยอิ๋งหมดอาลัยตายอยาก นางเอาแต่ครุ่นคิดว่าเมื่อหลินเฟิงกลับมา ตนจะอธิบายกระบวนการบัญชาการศึกครั้งนี้อย่างไร
ทว่าในส่วนลึกของใจ นางกลับไม่เคยคิดเลยว่าหลินเฟิงจะไม่มีวันกลับมา
ยามนี้หลินเฟิงอยู่กลางถิ่นรกร้าง แม้จะเดินพ้นพื้นที่ดินเค็มริมทะเลมาแล้ว ทว่ารอบกายยังคงเป็นทุ่งร้างที่มีวัชพืชและพุ่มไม้ขึ้นอยู่ประปราย
เบื้องหน้าคือหมู่บ้านรกร้างแห่งหนึ่ง ในช่วงสงคราม หมู่บ้านเช่นนี้มีอยู่มากมาย ล้วนมีสภาพคล้ายกัน ภายในหมู่บ้านไร้ผู้คน เหลือเพียงกำแพงพังกับซากปรักหักพัง
แม้กำแพงและเรือนในหมู่บ้านจะพังทลาย คานกับแปไม้หลายชิ้นถูกไฟเผาจนกลายเป็นเถ้าดำ แต่ก็ยังมีท่อนไม้ที่ไหม้ไม่หมดหลงเหลืออยู่ไม่น้อย
หลินเฟิงจึงใช้ไม้เหล่านั้นก่อกองไฟ ทั้งยังใช้ก้อนกรวดล่านกมาได้หลายตัว เขาตักน้ำจากบ่อน้ำในหมู่บ้าน ลอกขนและชำระล้างให้สะอาด ก่อนเสียบไม้แล้วย่างอยู่เหนือไฟ
