หลังจากนั้น ภายในโถงใหญ่ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่น เจ้าภาพและแขกต่างสำราญกันถ้วนหน้า
อย่างน้อยภายนอกก็ดูปรองดองอบอุ่นยิ่งนัก
เสียงดนตรีบรรเลงขึ้นอีกครั้ง สตรีนางหนึ่งค่อย ๆ ก้าวเข้ามาจากหน้าประตูโถง
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู นางก็เริ่มขับขาน เสียงใสกังวานไพเราะล่องลอยก้องไปทั่วห้อง ก่อนแว่วเข้าหูทุกคน
จ้าวเทียนอวี๋หัวเราะคิกคัก “บทกวีของโหวหลินนี่นา”
หลินเฟิงตั้งใจฟัง ครั้นแล้วก็พบว่าเป็นบท ‘จอกสุรารัตติกาลใต้แสงจันทร์’ บทนั้นจริง ๆ...
ทว่าความสนใจของเขากลับจับจ้องอยู่ที่สตรีซึ่งก้าวเข้ามาในโถงใหญ่
เงาร่างอรชรค่อย ๆ ปรากฏชัดในสายตา
สตรีผู้นี้จะเป็นใครไปได้นอกจากหลิ่วซูเสวี่ย
เสียงขับขานอันไพเราะกับโฉมงามล่มเมือง ดึงดูดแขกเหรื่อทั่วทั้งโถงให้หันไปมองในพริบตา
หลิ่วซูเสวี่ยเดินไปยังกลางโถงอย่างแช่มช้อย พลางร่ายรำขับขานอย่างอ่อนหวาน และทอดสายตาลึกซึ้งมายังหลินเฟิงเป็นระยะ
หลินเฟิงมองนางด้วยความปลาบปลื้มยินดี
ท่ามกลางสายตาจับจ้องของคนเต็มโถง หลิ่วซูเสวี่ยหยิบจอกสุราขึ้นมา แล้วค่อย ๆ เยื้องย่างมายังโต๊ะของหลินเฟิง
หลินเฟิงนึกว่าหลิ่วซูเสวี่ยจะเข้ามาคารวะสุราจอกหนึ่ง ใครจะรู้ว่าหลิ่วซูเสวี่ยกลับนั่งคุกเข่าลงข้างโต๊ะ ยื่นมือรินสุราและคีบอาหารให้เขา
จ้าวเทียนอวี๋กล่าวกลั้วหัวเราะ “โหวหลินช่างโชคดีเสียจริง นางเป็นดาวเด่นของสำนักหนังสือจินซานเชียวนะ”
หลินเฟิงกวาดตามองทั่วโถง “นี่อาจเป็นการจัดเตรียมของท่านอ๋อง มิใช่เรื่องโชคดีแต่อย่างใด”
องค์รัชทายาทจ้าวฉุนยิ้ม “ตั้งแต่โบราณมา หญิงงามย่อมรักวีรบุรุษ คุณหนูซูเสวี่ยย่อมต้องเลือกวีรบุรุษเป็นเพื่อนร่วมดื่ม”
หลินเฟิงพยักหน้า “ดูท่าคุณหนูซูเสวี่ยจะมีชื่อเสียงโด่งดังในนครหลวงไม่น้อย”
