แรกเริ่มหลินเฟิงมิได้ใส่ใจนัก เพราะรู้ว่าหลิ่วซูเสวี่ยใช้ฐานะนี้เป็นฉากกำบัง ภายนอกย่อมต้องแสร้งทำให้แนบเนียนจนผู้อื่นจับพิรุธไม่ได้
แต่เมื่อได้ยินว่านจั๋วพูดพาดพิงถึงตน เขาก็อดทนต่อไปไม่ไหว
“เฮ้ เจ้าหนุ่ม ระวังคำพูดด้วย มิใช่ทุกคนที่เจ้าจะพูดจาล่วงเกินได้”
ว่านจั๋วกำลังด่าทออย่างได้อารมณ์ ครั้นได้ยินหลินเฟิงเอ่ยขึ้นมาก็หันไปหาเขาทันที
เขาไม่ชอบหน้าหลินเฟิงมานานแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าหลินเฟิงเป็นศัตรูของบิดาตน
เพียงเห็นจ้าวเทียนอวี๋วนเวียนอยู่ข้างกายหลินเฟิงไม่ห่าง เขาก็รู้สึกขัดใจจนแทบทนไม่ไหว
บิดาเคยกล่าวว่าได้ทูลขอฝ่าบาทให้พระราชทานองค์หญิงใหญ่จ้าวเทียนอวี๋แก่เขา ว่านจั๋ว เป็นชายาแล้ว
แม้ฝ่าบาทยังมิได้ทรงตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน
ดังนั้นว่านจั๋วจึงถือว่าจ้าวเทียนอวี๋เป็นสตรีของตนไปแล้ว
ดวงตาเรียวยาวของเขาหรี่ลงเป็นเส้น ลิ้นเลียริมฝีปากเบา ๆ
“เมื่อครู่ข้าพูดแล้วว่ามีคนแซ่หลินไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอย่างไรเล่า หรือเจ้าจะแซ่หลิน?”
หลิ่วซูเสวี่ยตกใจจนรีบหลบไปอยู่ด้านหลังที่นั่งขององค์รัชทายาทจ้าวฉุน สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
แน่นอนว่านางมิได้เป็นห่วงหลินเฟิง ใต้หล้านี้เกรงว่ายังไม่มีผู้ใดทำให้หลินเฟิงเสียเปรียบได้
อย่างน้อยในใจนางก็คิดเช่นนั้น
“ข้าแซ่หลินจริง ๆ ดูท่าความแค้นระหว่างเราคงก่อขึ้นแล้ว วันนี้อย่าเพิ่งรบกวนความสำราญของทุกคน ไว้วันหลังเราค่อยประลองกันสักคราเป็นอย่างไร?”
หลินเฟิงรู้ดีว่ายุทธภพย่อมมีกฎของยุทธภพ
“ไม่ต้องรอวันหลัง วันนี้นี่แหละ ออกไปคุยกัน”
“ดี ข้าก็เห็นว่าควรออกไปคุยกันให้รู้เรื่อง”
